หากย้อนไปมองในอดีตการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณแถบภาคกลางคือทำการเกษตร

เพราะเป็นปลายน้ำจะมีตะกอนที่ถูกพัดพามาจากทางเหนือลงมาสะสม เมื่อเป็นพื้นที่ปลายนำมีตะกอนสะสมสภาพดินบริเวณนี้ก็จะเป็นดินเลน ดินนิ่ม เหมาะเหลือเกินที่จะทำการเกษตร

แต่แล้วเมืองเกษตรก็เปลี่ยนหน้าตาไป จากดินตะกอนปากแม่น้ำกลายเป็นดินจากอยุธยา ปทุมธานี และปทุมธานีและอยุธยาก็กลายเป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่จากการตักหน้าดินขาย

การทำนาแบบที่ใช้ควาย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง นาปี และอาจจะมีนาปรังสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์

การทำนาเปลี่ยนไปจากควายที่เราว่าเป็นสัตว์ที่โง่ (ทำไมถึงโง่ ให้ทำอะไรก็ทำ ใช้แรงงานก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยเถียง ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อตรงนี่แหละความโง่ของควาย) มาเป็นควายเหล็ก ที่เราถนอมกล่อมเกลี้ยมันด้วยน้ำมันและอุปกรณ์เครืองยนต์ต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดควันพิษและเสียตังค์อย่างฟุ่มเฟือย ไม่เท่านั้นเดี๋ยวนี้การทำนาเป็นแบบสั่งได้ ทุกครั้งจะไถก็โทรบอก พอจะหว่านก็จ้างคนมา พอจะเกี่ยวก็จ้างรถมา พอถึงตอนกำจัดซังข้าว ฟางก็เผา ให้สารอาหารในดินสูญเสียไป นี่คือการทำนาสมัยใหม่

ถ้าเราใช้ควายไถนา อาจจะดูทารุณไปหน่อยเพราะต้องใช้แรงงานทั้งวัน (แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคนใช้แรงงานในปัจจุบันเราก็ถูกทารุนเหมือนกันหรือเปล่า) เดินไปก็เลมหญ้าไป ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้าให้เสียตังค์ เดินมาอีกทีย่อยจาก 4 กระเพราะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีมีสารอาหารแก่พืชครบถ้วน ถ่ายลงในนาลดการใช้ปุ๋ยเคมี เงินก็มีเหลือเก็บ 

เมื่อก่อนคนทำนามีทองใส่เดี๋ยวนี้คนทำนามีแต่หนี้ ทำก็เป็นหนี้ ไม่ทำก็ไม่มีเงินใช้หนี้