ภูมิลำเนา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอิสาน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่นิยมเรียกกันจนติดปากว่า ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีความโดดเด่น มีความหลากหลายทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยขนาดของภูมิภาคที่กินพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของพื้นแผ่นดินไทย จึงทำให้ภูมิภาคแห่งนี้มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศและมีความหลากหลายของเชื้อชาติประชากรอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นยังเป็นภูมิภาคที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ มากที่สุด เช่น ปัญหาความแห้งแล้ง ความยากจน การอพยพย้ายถิ่นของประชากรเพื่อหางานทำ ภาคอีสานทุกวันนี้มีความเจริญเท่าเทียมกับภาคอื่นๆ
ประชากรในภาคอีสานส่วนใหญ่พูดภาษาไทยสำเนียงอีสานซึ่งมีความแตกต่างกันด้านสำเนียงในแต่ละท้องที่ หรือพูดภาษาท้องถิ่นของตนเองที่มีมากมายหลายภาษา แต่ประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในปัจจุบันสามารถพูดสำเนียงไทยภาคกลางได้เป็นอย่างดี ประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนคือหญิงมักจะนุ่งผ้าซิ่นทอ ด้วยฝ้ายมีเชิงคลุมเลยเข่าไปเล็กน้อย สวมเสื้อแขนสั้น ผู้สูงอายุมักตัดผมสั้นไว้จอน ส่วนผู้ชายไม่ค่อยมีรูปแบบที่แน่นอนนัก แต่มักนุ่งกางเกงมีขาครึ่งน่องหรือนุ่งโสร่งผ้าไหม อย่างไรก็ตามเครื่องแต่งกายดังกล่าวจะพบน้อยลง ในปัจจุบันประชากร วัยหนุ่มสาวจะแต่งกายตามสมัยนิยมอย่างที่พบเห็นในที่อื่น ๆ ของประเทศ แต่ก็สามารถหาชมการแต่งกายของชาวอีสานแบบดั้งเดิมได้ตามหมู่บ้านในชนบท ซึ่งประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ประกอบด้วย 19 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และ อุบลราชธานี
|
|
|
|
|
|
สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆในภาคอิสาน |
|
|
|
|
|
อิสาน(ในมุมมองของข้าพเจ้า)
อิสานดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราว มนต์เสน่ห์ และวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่ไม่เหมือนภาคอื่นๆของไทย เป็นเสน่ห์ให้ชวนค้นหา และติดตาม
ข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่อาศัยในดินแดนที่ถูกเรียกว่า “ภาคอิสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ได้พบเห็นสิ่งต่างๆมากมายในแดนดินถิ่นนี้ ดินแดนที่ฟูมฟักให้ข้าพเจ้าเติบโต ขึ้นมา สิ่งต่างๆที่เคยพบเคยเห็นก็ยังเห็นอยู่ แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างได้หายไปจากวิถีที่เคยเป็นมาแล้วก็ตาม
อิสานวันนี้กำลังเปลี่ยนไป จนหลายๆสิ่งหลายๆอย่างได้หายไปจากดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับมาได้ หลายหลากเรื่องราวที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นแต่เดี๋ยวนี้กลับไม่ได้เห็นอีกแล้ว และคงไม่มีวันที่จะย้อนกลับมาเป็นอย่างเดิม
ในวันข้างหน้าดินแดนที่ถูกเรียกว่าอิสานจะเปลี่ยนไปอีกมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังมามีใครตอบได้จนกว่าจะถึงเวลาที่มันเปลี่ยนไปจริงๆถึงจะรู้คำตอบ
ภาพความประทับใจ
|
|
|
ธรรมชาติบรรยากาศที่ดูไม่เหมือนภาคอิสานที่เขาว่าแห้งแล้ง กันดาร ไร้ชีวิต แต่ นี้คือภาคอิสาน อีกมุมหนึ่ง ในช่วงฤดูฝน ที่แสนจะอุดมณ์ สมบูรณ์ดวยพืชพรรณ ที่เขียวขจี ภาพเมื่อ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๒ |
|
|
|
|
ประวัติจังหวัดชัยภูมิ
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองชัยภูมิ ปรากฏในทำเนียบแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่าเป็นเมืองขึ้นกับเมืองนครราชสีมาแต่ต่อมาผู้คนได้อพยพออกไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินที่อื่น และ พ.ศ.2360 "นายแล"ข้าราชการสำนักเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ได้อพยพครอบครัวและบริวารเดินทางข้ามลำน้ำโขง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองน้ำขุ่น (หนองอีจาน) ซึ่งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2362 เมื่อมีคนอพยพเข้ามาอยู่มาก นายแลก็ได้ย้ายชุมชนมาตั้งใหม่ที่บ้านโนนน้ำอ้อม บ้านชีลอง ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิ 6 กิโลเมตร นายแลได้เก็บส่วยผ้าขาวส่งไปบรรณาการเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ จนได้รับบำเหน็จความชอบแต่งตั้งเป็น "ขุนภักดีชุมพล" ในปี พ.ศ. 2365 นายแลได้ย้ายชุมชนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากที่เดิมกันดารน้ำ มาตั้งใหม่ที่บริเวณบ้านหลวง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหนองปลาเฒ่ากับหนองหลอด เขตอำเภอเมืองชัยภูมิ ปัจจุบัน และได้หันมาขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา และส่งส่วยทองคำถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์อีกต่อไปจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้ายกบ้านหลวงเป็นเมืองชัยภูมิ และแต่งตั้งขุนภักดีชุมพล (แล) เป็น "พระยาภักดีชุมพล" เจ้าเมืองคนแรกต่อมาเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ได้ก่อการกบฏ ยกทัพเข้ามาหมายจะตีกรุงเทพฯ โดยหลอกหัวเมืองต่าง ๆ ที่เดินทัพมาว่าจะมาช่วยกรุงเทพฯ รบกับอังกฤษ จนกระทั่งเจ้าอนุวงศ์สามารถยึดเมืองนครราชสีมาได้เมื่อปี พ.ศ. 2369 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งต่อมา เมื่อความแตกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ได้กวาดต้อนชาวเมืองนครราชสีมา เพื่อนำไปยังเมืองเวียงจันทร์ เมื่อไปถึงทุ่งสัมฤทธิ์ หญิงชายชาวเมืองที่ถูกจับโดยการนำของคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองนครราชสีมา ได้ลุกฮือขึ้นต่อสู้ พระยาภักดีชุมพลเจ้าเมืองชัยภูมิพร้อมด้วยเจ้าเมืองใกล้เคียงได้ยกทัพออกไปสมทบกับคุณหญิงโม ตีกระหนาบทัพเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์จนแตกพ่ายไปฝ่ายกองทัพลาวส่วนหนึ่งล่าถอยจากเมืองนครราชสีมาเข้ายึดเมืองชัยภูมิไว้ และเกลี้ยกล่อมให้พระยาภักดีชุมพล (แล) เข้าร่วมเป็นกบฏด้วย แต่พระยาภักดีชุมพลไม่ยอมเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เกิดความแค้น จึงจับตัวพระยาภักดีชุมพลมาประหารชีวิตที่บริเวณใต้ต้นมะขามใหญ่ริมหนองปลาเฒ่า ซึ่งต่อมาชาวชัยภูมิได้ระลึกถึงคุณความดีที่ท่านมีความซื่อสัตย์และเสียสละต่อแผ่นดิน จึงได้พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น ณ บริเวณนั้น ปัจจุบันทางราชการได้สร้างศาลขึ้นใหม่เป็นศาลาทรงไทยชื่อว่า "ศาลาพระยาภักดีชุมพล (แล)" มีรูปหล่อของท่านอยู่ภายใน เป็นที่เคารพกราบไว้และถือเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของจังหวัด ตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดชัยภูมิประมาณ 3 กิโลเมตร
|
|
|
|
|
ตราประจำจังหวัด เป็นรูปธงสามชาย ซึ่งเป็นธงนำกระบวนทัพในสมัยโบราณ |
ต้นไม้ประจำจังหวัด คือ ต้นขี้เหล็ก |
ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกระเจียว
|
คำขวัญประจำจังหวัด ทิวทัสน์สวย รวยป่าใหญ่ มีช้างหลาย ดอกไม้งาม ลือนามวีรบุรุษ สุดยอดผ้าไหม พระใหญ่ทวารวดี และชัยภูมิเมืองผู้กล้าพญาแล
อำเภอแก้งคร้อ
อำเภอแก้งคร้อ ได้แยกท้องที่มาจากอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ จัดตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2501 และต่อมาได้มีพระราชกฤษฏีกา ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอแก้งคร้อ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2502 เหตุที่ได้ชื่อว่า "อำเภอแก้งคร้อ" เพราะว่าที่ตั้งที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ในท้องที่หมู่บ้านแก้งคร้อ ตำบลช่องสามหมอ จึงได้ใช้ชื่อของหมู่บ้านดังกล่าวเป็นชื่ออำเภอ ส่วนที่มาของชื่อหมู่บ้าน "แก้งคร้อ" จากหลักฐานที่ปรากฏตามประวัติพบว่า ในบริเวณหลังที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 400 เมตร มีลำห้วยไหลผ่านจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ ชาวบ้านเรียกว่า "แก้ง " หรือ "แก่ง" ที่ลำห้วยมีต้นตะคร้อใหญ่อยู่ใกล้ทางเดินเป็นบริเวณร่มเย็น และผู้คนเดินผ่านเส้นทางนี้ มักจะพักพิงที่บริเวณใต้ต้นตะคร้อ ดังกล่าว ผู้คนทั่วไปจึงเรียกชื่อลำห้วยนี้ว่า "แก้งคร้อ" ซึ่งที่จริงน่าจะเรียกว่า "แก่งคร้อ" แต่สำเนียงพื้นเมืองอีสานออกเสียง "แก่ง" เป็น "แก้ง" ต่อมามีผู้คนมาตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณดังกล่าวมากขึ้น จนเป็นชุมชนหมู่บ้านเรียกว่า "หมู่บ้านแก้งคร้อ" ตามชื่อลำห้วย
คำขวัญอำเภอ
แก้งคร้อเมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก ศาสนจักรก้าวไกล พระชัยมงคลคู่บ้าน ศาลปู่ด้วงย่าดีคู่เมือง ลือเลื่องเขื่อนลำปะทาว ชาวประชาสามัคคี
ตำบลเก่าย่าดี
ประวัติความเป็นมา
ตำบลเก่าย่าดีตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2521 โดยแยกออกจากตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอแก้งคร้อ กำนันคนแรก คือ นายสมควร กลมกล่อม ปัจจุบันมี 9 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 บ้านเก่าย่าดี หมู่ที่ 2 บ้านห้วยหินลาด หมู่ที่ 3 บ้านท่ากอก หมู่ที่ 4 บ้านด่านเจริญ หมู่ที่ 5 บ้านโปร่งช้าง หมู่ที่ 6 บ้านหนองพีพ่วน หมู่ที่ 7 บ้านห้วยทรายทอง หมู่ที่ 8 บ้านหลุบช้างพลาย และหมู่ที่ 9 บ้านภูสองชั้น
เขื่อนลำปะทาว
เป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่มีทิวทัศน์สวยงามอากาศดี มีอาหารจำหน่าย
โดยเฉพาะปลาเผาที่ขึ้นชื่อ มีแพให้เช่านั่ง ล่องแพ และกินเนื้อที่ 3
อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอแก้งคร้อ อำเภอ เกษตรสมบูรณ์
บ้านหนองพีพ่วน
ที่มาของชื่อหมู่บ้าน “พีพ่วน” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งสามารถรับประทานได้ ผลดิบมีสีเขียว รสชาติเปลี้ยวและฝาด หากรับประทานตอนที่ยังดิบ จะทำให้มีอาการคันบริเวณคอ เมื่อสุกมีสีเหลือง รสชาติหวาน หอม รับประทานได้ เดิมนั้นผลไม้ชนิดนี้มีมากในบริเวณที่ที่เป็นที่ตั้งหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ที่อุดมณ์สมบูรณ์ แต่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่เมื่อมีผู้คนย้ายเข้ามารวมกันมากๆเข้ามากพอที่จะตั้งเป็นหมู่บ้านได้ จึงได้ร้องขอขึ้นเป็นหมู่บ้าน เมื่อถึงเวลาตั้งชื่อหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าให้เอาชื่อของผลไม้ที่มีอยู่บริเวณนี้แล้วกันเป็นชื่อหมู่บ้าน และก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน
หมู่บ้านที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่เดิมนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ตั้งปัจจุบัน ที่ตั้งเดิมนั้นจมอยู่ใต้เขื่อนลำปะทาว เมื่อมีโครงการสร้างเขื่อนลำปะทาวหมู่บ้านของข้าพเจ้าเดิมนั้นตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นแอ่ง เป็นจุดที่น้ำจะท่วมมากกที่สุด ทางการจึงต้องย้ายขึ้นไปอยู่บนเนินที่สูงขึ้น และได้มาตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบัน
หมายเหตุ ที่ตั้งหมู่บ้านของข้าพเจ้าอยู่บนเทือกเขาภูแลนคา
และที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งปวงนั้นคือภูมิลำเ นาที่ข้าพเจ้าตั้งถิ่นฐานอยู่ จวบจนปัจจุบันและจะตลอดไปด้วยครับ
ขอขอบคุณท่านที่เข้ามาให้กำลังใจ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะแก้ไขบทความนี้ให้เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณ ไว้ ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ
คนหลังเขา







ที่นี่ประชาชนใจดี โอบอ้อมอารีย์
อยากให้พัฒนาท้องถิ่นบ้านเราครับ
เป็นกำลังใจครับ ดีใจที่คนท้องถิ่นเรา พัฒนาบ้านเรา
ผมก็เป็นคนหนึ้่งที่อย่ากให้สังคมไทย สังคมชนบทเราเห็นคุณค่าของความเป็นชนบทไทย
ไม่หลงไหลกับโลกาภิวัตน์ คงได้มีโอกาศพูดคุยกันนะครับ ผมก็ไปที่เก่าย่าดีบ่อย ๆ
ในฐานะที่เป็นชาวชัยภูมิ ขอแสดงความยินดีและขอบคุณด้วย ที่ให้ข้อมูลดีมากเลย
ขออนุญาตนำไปเป็นข้อมูลเรียนรู้นะครับ
ผมดีใจที่ได้อ่าน..บทความเกี่ยวกับบ้านเกิด..นานๆได้กลับบ้านที..เดี๋ยวนี้แก้งคร้อ เปลี่ยนไปมาก..มีหมู่บ้านที่ไม่รู้จักเพิ่มมากขึ้น..ดีใจ เพราะเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธา ปู่ด้วง ย่าดี อยากรู้ประวัติของท่าน ขอบุคุณ