เริ่มให้คีโม

ไม่ได้เข้ามา อัพเดทข้อมูลนานเลย มัวแต่ยุ่งๆ มากมายก่ายกอง ว่างและลำดับหัวสมองเรียบร้อยแล้วก็เข้ามาเล่าต่อ เพื่อให้ประโยชน์ต่อสังคม เล็กๆน้อยๆ ก็ยังดี

ต่อจากรอบที่แล้วคือหมอให้คำปรึกษาเรื่องการผ่าตัด แต่ก่อนอื่นต้อง ให้คีโมก่อนเพื่อให้ก้อนยุบลงเนื่องจากก้อนมะเร็งของน้าสาวมีอาการบวมอักเสบ และมีน้ำเหลืองแตกออกข้างนอก ไม่สามารถผ่า ได้ทันที ซึ่งถ้าผ่าเลยมีโอกาสติดเชื้อหรืออาจทำให้เซลล์มะเร็งกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองหรือส่วนอื่นได้ง่าย และรวดเร็ว คุณหมอก็เลยนัดให้มาทำคีโมก่อน โดยนัดอีก 1 อาทิตย์ ก่อนไปทำการตรวจผลเลือดไปให้คุณหมอด้วย วันนัดให้ไปตั้งแต่ เช้าและให้งดอาหารและน้ำไปด้วย 

เมื่อทราบขั้นตอนรักษาและหมายกำหนดการทางแผนปัจจุบันแล้วเราก็เริ่มหาตัวช่วยทางสมุนไพรเพื่อช่วยในการบำรุงร่างกายและสนับสนุนการการรักษา ชนิดแรกคือ

 

 

1.ย่านาง 

ได้แนะนำให้น้าสาวเริ่มกินน้ำใบย่านาง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันก่อนให้คีโม อย่างน้อยลดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในขณะให้ีีคีโม ใช้วิธีกินดังต่อไปนี้ (ใช้วิธีที่อ้างอิงจากตำราหมอเขียว)

เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว 200-600 ซีซี

ผู้ใหญ่ ที่รูปร่างผอม บางเล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็กทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วน ตัวตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือ ขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น( แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของย่านาง ) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 แก้ว วันละ 2-3 เวลาก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตุที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก

แต่ตอนที่ให้น้ากินได้ให้เพิ่มผักต่างๆเข้าไปตามที่จะหาได้ดังนี้

ใบบัวบก 1 กำมือ(ทั้งต้น ล้างสะอาด)

ใบเตยหอม 4-5 ก้าน (ล้างสะอาด)

(ถ้ามีหญ้าปักกิ่งให้ใส่ด้วย แต่ที่บ้านตอนนั้นไม่มีจริงๆ แล้วยังมีอีก 4-5 อย่างแต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรใส่เท่าที่หาได้ แต่ตัวหลักคือใบย่านางห้ามขาด)

ให้กิน เช้าเที่ยงเย็น 3 เวลา ก่อนอาหารครั้งละ 1-2 แก้ว กินตลอดจนทุกวันนี้ก็ยังกินอยู่ (ลองค้นหาสรรพคุณของใบย่านางได้ตาม Google มีความรู้มากมาย)

 

สมุนไพรเพื่อช่วยในการบำรุงร่างกายและสนับสนุนการการรักษา ชนิดที่2 ที่หาให้น้าสาวกินคือ

2. หญ้าปักกิ่ง

หญ้าปักกิ่งให้กิน 2 วิธีคือ

1. เป็นแคปซูน กิน 1 อาทิตย์ เว้น 1 อาทิตย์

2. ผสมกับใบย่านาง (ตอนแรกไม่มีีตอนหลังหาไปปลูกและขยายพันธ์)

สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง 

หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว
ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้
ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ
ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,
เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)

ความคืบหน้าของการศึกษาวิจัยหญ้าปักกิ่ง

ปัจจุบันสามารถหาสารมาตรฐานที่ใช้ควบคุมคุณภาพของหญ้าปักกิ่งได้แล้ว เป็นกลุ่มสารที่ละลายน้ำได้เรียกว่า กลัยโคไซด์ และ อะกลัยโคน ซึ่งสารทั้งสองแสดงฤทธิ์ในการยับยั้งเซลมะเร็งลำไส้ใหญ่ เซลมะเร็งเต้านม และยังมีการศึกษาพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งทางอ้อมโดยผ่านระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

นอกจากการต้านมะเร็งโดยตรงแล้ว ยังมีผู้รายงานถึงคุณสมบัติต้านการก่อกลายพันธ์ของหญ้าปักกิ่ง ซึ่งอาจจะบ่งชี้ว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยที่หญ้าปักกิ่งใสมารถเหนี่ยวนำให้เกิดเอ็นไซม์ที่ย่อยสลายสารพิษ เช่น สารพิษพวกอัลฟาท๊อกซินและลดการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง

สมุนไพรเพื่อช่วยในการบำรุงร่างกายและสนับสนุนการการรักษา ชนิดที่3 ที่หาให้น้าสาวกินคือพลูคาว

3.พลูคาว

ได้ศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้ดูแล้วรู้สึกว่าให้สรรพคุณทางตรงได้ดีก็เลยหาให้น้าสาวกินดู จะเป็นแคฟซูนค่ะ
ประโยชน์ของพลูคาว
1. ฤทธิ์ระงับปวด เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ห้ามเลือด รักษาปริมาณของเหลวในร่างกาย
2. ฤทธิ์ขับปัสสาวะพบสารฟลาโวนอยด์ ที่แยกได้จากใบพลูคาวเป็นสารสำคัญในการออกฤทธิ์
3. ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ น้ำมันหอมระเหยจากการกลั่นส่วนเหนือดินของพลูคาว พบว่ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่างแรงต่อเชื้อ Bacillus cereus และ B. Subtilis เชื้ออหิวาต์ Vibrio cholerae 0-1 และ V. Parahaemolyticus
4. ฤทธิ์ต้านไวรัส น้ำมัน
พลูคาว.มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Houttuynia cordata Thunb. จัดอยู่ในวงศ์ (family) Saururaceae เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกอายุหลายปี พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชียตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงเวียดนาม รวมทั้งไทยและญี่ปุ่น พลูคาวจะเป็นพันธุ์ไม้ที่รู้จักกันดีของทางภาคเหนือของไทย ผักพื้นบ้านที่ทางภาคเหนือเรียกว่า “ผักคาวตอง” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานเรียก “ผักคาวทอง”… เนื่องจากว่ามัน ที่กลิ่นคล้ายกับกลิ่นคาวของปลา
สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยได้สูงขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิ
ภาพในรักษาได้มากขึ้น เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีรังสีรักษา ส่งผลให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้นาน ขึ้น
ปัจจุบัน พลูคาวหรือคาวตองได้ถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดเพื่อช่วยในโรคมะเร็งแล้ว ยังพบว่าสามารถใช้ได้ผลในผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต รักษาแผลเรื้อรังซึ่งสามารถใช้ทาแผลได้ และผลในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายต่างๆ จะช่วยในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งผลการทดลองในห้องปฎิบัติการพบว่าสามารถทำลายเชื้อ HIV-1(โรคเอดส์) เชื้อรา และแบคทีเรียหลายชนิดอีกด้วย ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพของโรคและ เศรษฐกิจ เพราะผลิตภัณฑ์บางตัวก็ราคาสูงเหลือเกินโดยบางทีเราก็ยังไม่รู้ว่า ผลจากการกินจะให้ผลทางการรักษามากน้อยเพียงใด ถ้าราคาไม่ทำให้เราเดือดร้อน ก็ไม่เป็นไร แต่ที่หาให้น้ากินเป็นแคปซูน 80 บาท ประมาณ 30 เม็ดนะถ้าจำไม่ผิด รักษาแบบรายได้น้อย แต่ก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน

ในส่วนของสมุนไพรก็มีแค่นี้ ยังมีสมุนไพรอย่างอื่นอีกที่มีสรรพคุณทางการรักษาแต่บางอย่างหาไม่ได้ก็ไม่ได้ใช้ ใจจริงอยากได้ต้นของพลูคาวไปปลูกที่บ้านแต่หาไม่ได้ถ้าเป็นไปได้อยากให้ปลูกแล้วใช้เองจะดีกว่าไ่ม่ว่าจะสมุนไพรหรือผัก เพราะคนเป็นมะเร็งควรที่จะใช้ผักที่ปลอดสารได้ยิ่งดี ที่หาอีกอย่างและหาไม่ได้คือ กะเม็ง หาไม่ไ้ด้เลยใครมีส่งหัวมาให้บ้างนะค่ะ จะได้ขยายพันธุ์ อีเมล์นี้ค่ะ จะได้ส่งที่อยู่ไปให้ [email protected]