สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าก็คือ การอ่านหนังสือ The Top Secretนั่นเอง

ในหนังสือ The Top Sec ret ผู้เขียนได้อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการทางความคิดไว้อย่างละเอียด โดยเริ่มอ้างอิงจากกระบวนการ “ขอ เชื่อ รับ” จากหนังสือ The Secret ของรอนดา เบิร์น จนลงลึกไปสู่เรื่องของ “จิต” ตามหลักของพระพุทธศาสนา จากนั้นก็ขมวดจบด้วยเรื่องของการมุ่งสู่นิพพานซึ่งว่าด้วยการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือการเจริญสตินั่นเอง
The Secret กล่าวไว้ว่า หากปรารถนาสิ่งใดให้เริ่มจากการ “ขอ” เพื่อให้จักรวาลรับรู้สิ่งที่เราต้องการ จากนั้นให้ “เชื่อ” ว่าเราได้รับสิ่งนั้นแล้ว และสิ่งสุดท้ายคือการ “รับ” รับ ในที่นี้หมายถึงการสร้างความรู้สึกเปรียบเสมือนว่าเราได้สมปรารถนาในสิ่งนั้นๆ เพราะการ “รับ” นี่เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกันในเรื่องของความสำเร็จ หากแต่เมื่อพิจารณาดูในเชิงพระพุทธศาสนาแล้ว The Top Secretจึงกล่าวในทิศทางที่ต่างกัน การ “ขอ” ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การขอจากจักรวาล แต่เป็นการตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่เราปรารถนา การ “เชื่อ” ต้องอาศัยปัญญาและศรัทธาเป็นแรงขับ แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมั่นในตนเอง ส่วนการ “รับ” เป็นการสร้างภาพแห่งความรู้สึกขึ้นมา และมีความสุขไปกับภาพนั้น ในหนังสือ The Top Secret ให้ความสำคัญกับการรับเป็นอย่างมาก ผู้เขียนได้อธิบายความหมายของ ภาพแห่งความรู้สึกไว้ว่าคือภาพในใจที่ใส่ความรู้สึกเข้าไปพอจินตนาการไปบ่อยๆ ภาพนั้นก็จะค่อยๆแจ่มชัดขึ้นมา มีจิตวิญญาณที่ทรงพลังสามารถดึงดูดสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นได้จริงตามทฤษฎีของรอนดา เบิร์น ที่เชื่อว่า “ความคิดมีแรงดึงดูด” ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬาที่เห็นภาพของตนกำลังชนะการแข่งขัน และเชื่อว่าเขาจะต้องชนะ และแล้วเขาก็สามารถชนะได้จริงตามที่เขาฝันไว้ ซึ่งชัยชนะนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น เพราะเชื่อมั่นว่าจะชนะ จึงรีบขวนขวายพยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก “ความพยายาม” ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาสำเร็จเช่นเดียวกัน
นอกจากกระบวนการ “ขอ เชื่อ รับ” แล้ว ผู้เขียนยังได้อธิบายอีกว่า ความคิดและความรู้สึกเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้ นั่นคือ ความรู้สึกมีผลต่อความคิด เช่น รู้สึกสงสาร จึงคิดอยากที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งความคิดดังกล่าวเป็นความคิดในทางบวก หากรู้สึกโกรธ ก็จะส่งผลต่อความคิดให้ออกมาในทางลบ แต่เมื่อลองมองย้อนกลับ ความคิดเองก็มีผลต่อความรู้สึกเช่นเดียวกัน เช่น ถ้าคุณคิดแก้แค้น ตัวคุณเองก็จะรู้สึกไม่ดี รู้สึกทุกข์ไปด้วย ดังนั้นในทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องของ “การมีสติ” เพราะสติสามารถทำให้เรารู้เท่าทันความคิดและความรู้สึก และเมื่อรู้ทันก็สามารถเปลี่ยนความคิดจากลบให้กลายเป็นบวกได้(แม้ความรู้สึกจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ความคิดเปลี่ยนได้) ความคิดบวกจะดึงดูดให้เราแสดงออกในสิ่งที่เป็นบวก ผลจากการที่เราแสดงในสิ่งที่เป็นบวกก็จะสะท้อนกลับมาสู่ตัวเราในที่สุด
และสุดท้าย ผู้เขียนยังฝากไว้ด้วยว่า นิพพานเกิดขึ้นจากการปฏิบัติไม่สามารถเขียนออกมาเป็นสูตรสำเร็จได้อย่างที่ ไอสไตน์ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของเขาในการค้นหาสูตรของนิพพานแต่ก็ไม่สามารถหาได้ เพราะนิพพานจะต้องเกิดจากการปฏิบัติเท่านั้นนั่นเอง
ประสบการณ์นี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไร
กล่าวคือ ในสมัยก่อน เมื่อข้าพเจ้าไม่พอใจหรือโกรธเพื่อนบางคน ข้าพเจ้าก็จะเอาแต่คิดในแง่ลบของเขาซ้ำไปซ้ำมา จินตนาการว่าจะทำอย่างไรกับเขาดีถ้าเขามาทำสิ่งที่ไม่ดีกับเราหรือกับคนที่เรารัก จนบางทีถึงขั้นนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว (โดยปกติข้าพเจ้าก็เป็นคนชอบคิดในแง่ลบอยู่แล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่หาย เพียงแต่เบาบางลงมากก็เท่านั้นเอง) แต่มาถึงตอนนี้เวลาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจ ข้าพเจ้าก็เริ่มคิดได้ พยายามคิดแต่ด้านดีๆเข้าไว้ ก็อย่างที่หนังสือเขาว่านั่นแล จะไปหมกมุ่นกับมันทำไมให้เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ
ได้ข้อคิดอย่างไร
รู้สึกอัศจรรย์ใจในความคิดของผู้เขียนเป็นอย่างมาก หลายประเด็นที่ผู้เขียนยกมาพูดแล้วข้าพเจ้าถึงกับอุทานในสมองว่า เอ้อ! มันก็จริงอย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ ในชีวิตของคนเราสติเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่จะทำให้รู้ว่าเรากำลังทำ หรือกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เวลานั่งเรียนเล็คเชอร์ข้าพเจ้าก็มักจะเกิดความรู้สึกเบื่อ และก็มีสติแว่บขึ้นมาทำให้รู้ว่าตนเองกำลังเบื่ออยู่ แต่ก็ไม่บ่อยนักทำให้ข้าพเจ้ามักจะนั่งเหม่อลอยเป็นช่วงๆ พอรู้สึกตัวก็ต้องมานั่งตามอ่านในชีทว่าอาจารย์สอนถึงตรงนี้แล้วนะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าข้าพเจ้ายังขาดการฝึกฝนอยู่ในเรื่องของสตินั่นเอง
ภาคผนวก http://thesecretclub.igetweb.com/index.php?mo=3
http://blog.spu.ac.th/readmore/2008/05/13/entry-1
อืมม เค้าก็อ่าน ๆ ^^''
เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ
อ่านแล้วเข้าใจการทำงานของจิตมากขึ้น
ทำให้คิด และสร้างความรู้สึกได้อย่างดี ^^"'
ประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก็ทำเรือ่งหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน
ลองไปอ่านของเราดูก็ได้นะ
อ่านเล่มสองยังคะ
เราชอบเล่มนนี้มากกว่าอะ