วันที่ ๖ ส.ค. ๕๒ ผมได้รับ อี-เมล์ ดังนี้
เรียน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่เคารพ
ผม อ.ชวัลณัฐ เหล่าพูนพัฒน์ ปัจจุบันเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมขอรบกวนเวลาอาจารย์ เพื่อเล่าที่มาที่ไปของการนัดสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ในครั้งนี้นะครับ
คณะจิตวิทยา จุฬาฯ แต่เดิมเป็นภาควิชาจิตวิทยา ในคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้วแยกออกมาเป็นคณะเมื่อสัก 14 ปีที่แล้ว เป็นคณะขนาดเล็ก มีอาจารย์เพียง 20 ท่านเท่านั้น มีการเรียนการสอนในทุกระดับ ปัจจุบันมีนิสิตรวมประมาณ 800 คน คณะจิตวิทยากำลังเผชิญความท้าทายที่สำคัญเกี่ยวกับการผลิตงานวิจัยที่มี impact factor/social impact อาจารย์ในคณะส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ และทิศทางในการสร้างงานวิจัย หรือโครงการวิจัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะการผลิตงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในต่างประเทศ หรือ งานวิจัยทางจิตวิทยาที่มีผลกระทบต่อสังคม สามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาสังคมได้จริง
ดังนั้นผมจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์ในการเข้าพบที่ สคส. เพื่อสัมภาษณ์เพื่อรับข้อเสนอแนะ หรือ มุมมองของท่านอาจารย์ เกี่ยวกับการผลิตงานวิจัยทางจิตวิทยาในอนาคต เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแผนแม่บทในการทำวิจัยของคณะจิตวิทยาใน 5 ปีข้างหน้า และขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับการจะสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ในคณะจิตวิทยาด้วยครับ อาจจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือหากท่านอาจารย์ไม่สะดวก ผมใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์แนะนำวิทยากรที่เหมาะสมให้กับผมด้วย เพื่อผมจะได้ติดต่อเชิญวิทยากรท่านนั้นในภายหลัง
ด้วยความเคารพอย่างสูง
อ.ชวัลณัฐ เหล่าพูนพัฒน์
ผมตอบดังนี้
จะให้ได้ผลดีจริงๆ ขอให้อาจารย์เขียนมาสัก ๑ - ๒ หน้าว่าอาจารย์คิดอย่างไร ทั้งเชิงหลักการ และวิธีการ จะยิ่งดี ถ้ามีการหารือกันในคณะแล้วเขียน แล้วผมจะนัด interact ให้
วิจารณ์
คำตอบของผมใช้หลัก KM ดังนี้
• การสัมภาษณ์ อยู่บนสมมติฐานความรู้เป็นศูนย์ที่ฝ่ายผู้ไปสัมภาษณ์ ความเป็นผู้รู้ของผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งไม่จริง
• จริงๆ แล้ว ในกรณีนี้ผู้ไปสัมภาษณ์ต้องการ “ความรู้ปฏิบัติ” เอามาใช้ จึงต้องเตรียม “ภาชนะ” ไปใส่ “ความรู้ปฏิบัติ” ของผู้ให้สัมภาษณ์ “ภาชนะ” นั้นคือ ผล BAR ของตนเอง หรือของหน่วยงานของตน
• การสัมภาษณ์จึงกลายเป็น “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) คือกลายเป็นการ ลปรร. ซึ่งจะทำให้ฝ่ายต้องการไปสัมภาษณ์ได้ความรู้พร้อมใช้ และเข้าใจลึก และเชื่อมโยงกว่าการสัมภาษณ์มาก
• วิธีคิดแบบแบ่งแยก “ผู้รู้” กับ “ผู้ไม่รู้” ทำให้เราเลือกใช้วิธีสัมภาษณ์ วิธีคิดแบบไม่แบ่งแยก “ผู้รู้” กับ “ผู้ไม่รู้” ทำให้เราเลือกใช้วิธี KM และใช้เครื่องมือ Peer Assist
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ย. ๕๒