ตัวเราฝึกให้เราเคยชิน สร้างกระแส คือ “สร้างกรรมใหม่” ขึ้นมา สร้างแสงสว่างขึ้นมา

 

ต้องรู้จักมันไม่อย่างงั้นมันพาเราวอกแวก วอกแวกน่าดูเลย ไม่ได้ เพราะว่ากรรมเก่ามันคอยสนับสนุนคอยป้อนข้อมูลอะไรต่าง ๆ
เราต้องรู้จักความคิด รู้จักอารมณ์ รู้จักสิ่งต่าง ๆ บังคับมาทางใต้ บังคับมาทางเหนือ บังคับทุกทิศทุกทาง
ใครจะถามหาหรือไม่ถามก็ช่างหัวมัน อะไร ๆ ก็ช่างมัน
ถ้าเค้าจะว่าเราสาบสูญไปแล้วอะไรก็ช่างมัน อย่าไปสนใจมัน…

ให้เรานั้นมี “พุทธะ” ตัวดับทุกข์ตลอดเวลา ถ้าอย่างงั้นไม่ได้ จะเป็นผู้นำไม่ได้
เป็นพระเก่าเป็นลูกพี่เค้าไม่ได้ เพราะว่าใจมันคอยหวั่นคอยไหว…

เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเกิดปัญญา มันเครื่องที่จะให้เราเดินก้าวไป ข้ามไป

ธรรมะไม่อยู่ไกลหรอก อยู่ใกล้ ๆ นี่แหละ
บางทีเราก็คิดไปเรื่อยนะ ไปอยู่ในป่าก็ดีนะ “สงบดี” อะไรไปเรื่อย ได้ภาวนาติดต่อ ได้ทำความเพียรติดต่อ
บางทีมันก็ปรุงไปเรื่อยหรอก ฟุ้งไม่พอก็คุยกับเพื่อนต่ออีก  ให้เรารู้จักความคิดรู้จักอารมณ์เข้าใจของเราก็หนักแน่นขึ้น...

การทำความเพียรของเรามันจะชัดเจนได้ ถ้าเรารับผิดชอบในเรื่องจิตเรื่องใจของเราไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน
เราจะทำการทำงานอยู่หรือทำกิจวัตรอยู่มันก็ “ชัดเจน” อยู่
เพราะว่าปัญญาเรามันเข้ามาช่วยอยู่เสมอ...

ที่ไม่ชัดเจนก็เพราะว่าเราไม่ทำนะ เราปล่อยโอกาส ปล่อยเวลามันผ่านไป

เราก็อยู่เฉย ๆ อย่างนี้แหละ อยู่เฉย ๆ แต่ก็มีตัวสัมปชัญญะตัวปัญญา
คอยให้ปัญญาแก่ตนเอง ด้วยระบบที่สงบ “เยือกเย็น...”

สมองเรานี่นะ ถ้าเราไม่เอาสัมปชัญญะดึงเข้ามาใช้งานรู้อะไรต่าง ๆ มันก็จะ “ซึม” ระดับสมาธิไปเรื่อยอย่างนั้น เฉย ๆ ไปเรื่อย ๆ มันจะไม่ถูกพัฒนามาก
ท่านจึงให้ขยายตัวสัมปชัญญะ ตัวปัญญาให้มากขึ้น มีความรู้สึกตัวมากขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเพิ่มความเครียดมากขึ้น ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่ามันไม่เครียด มันสบาย ๆ
 
ตัวเราฝึกให้เราเคยชิน สร้างกระแส คือ “สร้างกรรมใหม่” ขึ้นมา สร้างแสงสว่างขึ้นมา


เพราะว่าระบบสมองเรา ระบบความคิดของเรามันก็จะคอยไปทางเก่า มันจะไปแต่ทางเก่า เพราะว่ากรรมเก่ามันสนับสนุนอยู่ตลอด “ใครก็รู้ในใจทุก ๆ คน...”
ถ้าเราไม่มีปัญญาเข้ามา เราจะไปแต่รูปรอยเก่า รูปรอยเก่าไปเรื่อย
ท่านถึงให้เราเจริญสติปัฏฐานสี่ 
ก็รู้ตัวเอง ก็รู้ใจแล้วก็ให้ปัญญาแก่ตนเอง เราจะได้พัฒนาไปเรื่อย ๆ...
 
นี่กรรมเก่าก็ไม่ได้ชำระ ไม่ได้ชำระหนี้เลย แล้วยังจะมาสร้างกรรมใหม่ขึ้น “ไม่ได้” มัน “ขาดทุน” นะ

ต้องพัฒนาจิต พัฒนาใจตัวเอง
ค่อย ๆ ทำไปสบาย ๆ มันไม่ใช่ของลำบากเท่าไหร่ แต่มันเป็นของที่ต้องเอาใจใส่ ต้องสนใจ

ถ้าเราดูไม่ดีเดี๋ยวกิเลสมันยืมสมองไปใช้งานได้เหมือนกัน
สมองดียิ่งเรียนเก่ง ยิ่งเอาอะไรเก่ง...

วินัยนี่ให้มันแน่นอยู่ในใจของเรา หนักแน่นอยู่ในใจของเรา
ให้มันเต็มในจิตในใจของเรา
พยายามปรับตัวเองเข้าหาระเบียบวินัย เข้าหานิสัยของพระพุทธเจ้า

ถ้าเราไม่ได้ขัด ถ้าเราไม่ได้ขัดใจ ขัดอันนี้ก็เท่ากับเราไม่ได้ปฏิบัติเลย...
ไม่เป็นไรยอมลำบากก่อน สร้างจิตใจให้มันว่างขึ้นมาก่อน

บางทีกิเลสกับปล่อยวางก็คล้าย ๆ กันนะต้องดูให้ดี
มันพวกเดียวกัน มันใกล้ ๆ กัน มันปล่อยวางเหมือนกัน “ชื่อมัน...”

มันพยายามที่จะแปลที่จะตีความหมายเข้าหากิเลส ส่วนมาก
มันไม่อยากแปลเข้าทางธรรมะก็พยายามกลั้นใจแปล ขมขื่นแปลไปทางธรรมะ บางทีร้องไห้แปลเข้าไปทางธรรมะ ต้องอย่างงั้น...

กว่าจะผ่านอุปสรรคไปได้มันน่าดูเหมือนกัน เราต้องเข้มแข็ง
ถ้าใจไม่เข้มแข็งมันไปไม่ได้
โรคภัยไข้เจ็บครอบงำจิตใจ โลกธรรมครอบงำจิตใจ เมื่อสิ่งต่าง ๆ ครอบงำจิตใจก็เพราะใจของเราไม่เข้มแข็ง เพราะใจของเราไม่มีปัญญา เราต้อง “เข้มแข็ง…”

เราไม่เข้มแข็งใครจะมาเข้มแข็งให้ เพราะว่าใจมันอยู่ที่เรา
มันจะเหนื่อยก็เหนื่อย แต่ถ้าเราไม่ปรุงแต่งมันก็ไม่เป็นทุกข์
มันจะเซไปเซมาหรือว่าสลบสไลอยู่แต่ถ้าเราไม่ปรุงแต่งมันก็ไม่เป็นทุกข์ มันอยู่ที่เรา “ปรุงแต่ง...”

ความปรุงนี้จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ความยึดความถือเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
ที่เราปรุงแต่ง ที่เราคิดอะไรต่าง ๆ ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องนำเรามาเกิดจากจิตทางใจ
เราต้องรู้จักความคิด รู้จักความรู้สึกมากขึ้น เพราะว่าอันนี้มันเป็นกรรมเก่าเป็นธรรมชาติที่สั่งสมมา

เฉย ๆ ไว้...
ตาพบรูป หูฟังเสียงอะไรก็เฉย ๆ ไว้ ให้ปัญญาแก่ตนเอง
เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว มันไม่มีตัวมีตน แต่ถ้าเราเอามายึดในใจของเรามันก็หนักเหมือนกัน

มันไม่อยากวางก็ต้องตัดสินใจวางมัน
หายใจเข้าออกให้สบายไว้ก่อน

ให้มันสง่าผ่าเผยในจิตในใจของเราให้มัน “สบาย” ไว้ก่อน อย่าให้มันข่มเหงเรามากเกิน “น่าเกลียด...”

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์
๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘