GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การแพร่ระบาดของยุง

ยุงลาย แมลงร้ายดึกดำบรรพ์
    การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศเวลานี้ อาจเรียกได้ว่าทำให้ "เจ้ายุงลาย" ตัวการของโรคมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการกล่าวขวัญถึงยกใหญ่ การกล่าวถึงในที่นี้ไม่ใช่การชื่นชมในคุณลักษณะ แต่เป็นการการคิดหาหนทางกำจัดและวิธีระมัดระวังป้องกันโรคที่ยุงชนิดนี้เป็นพาหนะ ซึ่งแน่นอนที่สุดสามารถพบเห็นได้ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบชนบท  " ยุง " เป็นแมลงขนาดเล็ก มีวิวัฒนาการมายาวนานถึง 200 ล้านปี เชื่อกันว่าหากนำสายพันธุ์ยุงจากทั่วโลกมารวมกันแล้ว จะได้ตัวเลขสูงนับหมื่นชนิด โดยสาเหตุที่ยุงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันได้ ก็เนื่องจากยุงเป็นแมลงที่มีลักษณะพิเศษหลายประการที่เอื้ออำนวยต่อการปรับตัวและการดำรงชีวิตในสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี อาทิ ขนาดของลำตัวที่เล็กทำให้ต้องการอาหารไม่มากนัก และไม่ต้องการที่อยู่อาศัยใหญ่โต มีปีกหลบหลีกศัตรูได้เร็วทั้งยังช่วยในการหาอาหารได้ง่ายขึ้นและไกลขึ้น ยุงในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 19 สกุล รวมทั้งหมด 412 ชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ ยุงที่เป็นพาหะนำโรค และยุงที่ไม่เป็นพาหะนำโรค  ยุงที่เป็นพาหะนำโรค ก็ได้แก่ ยุงลาย (Genus Aedes) เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก, ยุงรำคาญ (Genus culex) นำโรคไข้สมองอักเสบเจดี, ยุงก้นปล่อง (Genus Anopheles) นำโรคมาลาเรีย และ ยุงเสือ (Genus Manso-nia) นำโรคเท้าช้าง ยุงลายในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 113 ชนิด แต่ที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ ยุงลายบ้าน และยุงลายสวน ยุงลายบ้านและยุงลายสวนจะออกหากินในเวลากลางวัน แต่ถ้าในช่วงเวลากลางวันนั้นยุงลายไม่ได้กินเลือด หรือกินเลือดไม่อิ่ม ก็อาจออกหากินเลือดในเวลาพลบค่ำด้วย ช่วงเวลาที่สามารถพบยุงลายได้มากที่สุดมี 2 ช่วง คือ ในช่วงเวลาเช้าและช่วงเวลาบ่าย ถึงเย็น โดยบางรายงานระบุว่า ช่วงเวลาที่ยุงลายออกหากินมากที่สุด คือ ระหว่าง 09.00 - 11.00 น. และ 13.00 - 14.30 น. แต่บางรายงานก็ระบุแตกต่างกันออกไป เช่น ระหว่าง06.00 - 07.00 น. และ 17.00 - 18.00 น. (ทั้งนี้แล้วแต่ว่าทำการศึกษาในฤดูกาลใด) และจากการศึกษา พฤติกรรมการกัดของยุงลายที่กรุงเทพ ฯ พบว่า จะกัดในเวลากลางวัน ช่วงเวลาที่มีการกัดมาก ได้แก่ 09.00 - 10.00 น. และ 16.00 - 17.00 น. และพบว่ายุงลายบ้านชอบกัดคนในบ้าน ส่วนยุงลายสวนชอบกัดคนนอกบ้าน ยุงลายเป็นยุงที่ไม่ชอบแสงแดดและลมแรง ดังนั้นจึงหากินไม่ไกลจากแหล่งเพาะพันธุ์ โดยทั่วไปมักบินไปไม่เกิน 50-80 เมตร นอกจากนี้จะพบว่ามียุงลายชุกชุมมากในฤดูฝน ช่วงหลังฝนตกชุกเพราะมีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะแก่การแพร่พันธุ์ ส่วนในฤดูอื่น ๆ จะพบว่า ความชุกชุมของยุงลาย ลดลงเล็กน้อย  สำหรับในเรื่องของการแพร่กระจายของยุงลายนั้น เชื่อกันว่า ยุงลายบ้านซี่งเป็นยุงที่มีแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกาได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ระหว่างเส้นรุ้งที่ 40 องศาเหนือและใต้ โดยติดไปกับพาหะที่ใช้ในการคมนาคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเรือ สำหรับประเทศไทย ไม่มีใครทราบแน่นอนว่า ยุงลายได้เข้ามาแพร่พันธุ์ตั้งแต่เมื่อใด แต่มีรายงานปรากฎในวารสารวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการพบยุงลายในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยเข้าใจว่าในระยะต้น ๆ ยุงลายจะแพร่พันธุ์อยู่ในเฉพาะเมืองใหญ่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 พบว่า ยุงลายมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ แต่พบอยู่ทั่วไปทุกเมือง รวมทั้งในชนบทตามภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้จากการศึกษาเพิ่มเติมยังพบว่า การแพร่กระจายของยุงลายจะถูกจำกัดโดยความสูงของ พื้นที่ คือ จะไม่พบยุงลายบ้านที่ระดับความสูง 1,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ต่างจากยุงลายสวน ซึ่งสามารถพบได้ทุกระดับความสูง แม้กระทั่งบนยอดเขา อย่างไรก็ตาม สาเหตุอีกประการหนึ่งที่นักวิชาการทั่วโลกเชื่อว่า เป็นสาเหตุของการแพร่พันธุ์ของยุงลาย และแมลงร้ายที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ ก็คือ สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา โลกมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอากาศอย่างชัดเจน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างมากในปี พ.ศ. 2523-2533 เป็นช่วงที่โลกมีสภาพอากาศร้อนที่สุด ปรากฏการณ์ EI Nino ได้รับการบันทึกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2110 จนถึงปัจจุบันปรากฏการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูงขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภาวะแห้งแล้งนี้มีผลต่อจำนวนแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เนื่องจากยุงลายเพาะพันธุ์ในภาชนะขังน้ำ ซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเป็นส่วนใหญ่ และในภาวะนี้จะเป็นภาวะที่ประชาชนทำการกักตุนน้ำไว้ใช้บริโภคมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจากภาวะที่โลกอบอุ่นขึ้น อันเนื่องมาจากผลของปรากฏการณ์เรือนกระจก ยังช่วยทำให้ยุงและแมลงที่จำศีลในช่วงฤดูหนาวสามารถแพร่พันธุ์ได้ในสภาพอากาศของฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นได้อีกด้วย ขึ้นชื่อว่ายุงแล้ว แม้บางพันธุ์จะไม่เป็นพาหะนำโรคแต่ก็สร้างความรำคาญใจให้แก่มนุษย์ได้ในทุกวัน เวลาและสถานที่ การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราการเพิ่มจำนวนของยุงได้
    แต่ถ้าจะให้ดีและปลอดภัย….ระวังอย่าให้ยุงกัดเราได้เป็นดีที่สุด…

"ยุงลาย"เปลี่ยนพฤติกรรมหากิน กัดไม่ยั้งถึง5ทุ่ม-แพร่เชื้อ"เดงกี"

 

ผศ.นพ.เผด็จ สิริยะเสถียร ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการสำรวจเพื่อป้องกันโรคหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิที่ภาคใต้ พบว่ายุงลายตัวผู้ในธรรมชาติมีเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่ายุงลายตัวผู้จะได้รับไวรัสนี้มาจากคน เนื่องจากยุงลายตัวผู้จะไม่กินเลือดคน แต่จะกินน้ำหวานจากพืช ดังนั้น จึงนำไปสู่การศึกษาว่ายุงลายตัวผู้ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีมาจากแหล่งใด

ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่ายุงลายตัวผู้ได้รับเชื้อนี้มาจากแม่ยุงลายที่ติดเชื้อผ่านทางไข่ และยุงลายตัวผู้ที่ติดเชื้อก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสเดงกีไปยังตัวเมียที่มาผสมพันธุ์ได้ ซึ่งในธรรมชาติยุงตัวผู้ผสมพันธุ์ได้หลายครั้งจึงมีโอกาสแพร่เชื้อได้มาก และตัวเมียที่ได้รับเชื้อมาจากตัวผู้ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสเดงกีที่ได้รับจากตัวผู้ไปให้กับลูกได้ แต่ยุงลายตัวเมียจะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อนี้ให้กับยุงลายตัวผู้ที่มาผสมพันธุ์ได้ ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าไวรัสเดงกีถ่ายทอดผ่านน้ำเชื้อของยุงลายตัวผู้ นอกจากนี้ ในการศึกษาครั้งนี้ยังตรวจพบเชื้อไวรัสเดงกีในลูกน้ำยุงลายอีกด้วย

"หลังจากที่แยกยุงลายตัวผู้ซึ่งจะมีลักษณะเด่นที่ขนบริเวณหนวดจะมีมากและฟูกว่ายุงลายตัวเมียมาแล้ว จะนำมาสกัดเอาเชื้อไวรัสเดงกีที่อยู่ในตัวยุงลายตัวผู้ออกมาศึกษาด้วยวิธี อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจแบบพิเศษก็พบว่ายุงลายตัวผู้บางตัวมีเชื้อไวรัสเดงกี 2 สายพันธุ์ในตัวเดียวอีกด้วย" ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสำรวจพบว่าพฤติกรรมการหากินของยุงลายในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่จะหากินในช่วงเวลากลางวัน ก็ขยายเวลาไปถึง 5 ทุ่ม ทั้งนี้ จากเดิมในช่วงเวลาตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดึกนั้นยุงที่ออกหากินส่วนใหญ่จะเป็นยุงรำคาญ ดังนั้น ประชาชนควรจะระมัดระวังไม่ให้ยุงกัดในช่วงหัวค่ำถึงกลางดึกเพราะยุงลายออกหากินเช่นกัน

ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นการค้นพบเนื่องจากประมาณ 4-5 เดือน ก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาอัตราการติดเชื้อไวรัสเดงกีของยุงลายก่อนที่จะมีการระบาดของไข้เลือดออก เพื่อศึกษาแนวทางการควบคุมการระบาดของไข้เลือดออก ซึ่งจากการศึกษานั้นแสดงให้รู้ว่าจะต้องกำจัดและควบคุมยุงลายทั้งปี ไม่ใช่รอให้มีการระบาดก่อนแล้วค่อยมากำจัดยุงลายทีหลัง

"จากการสำรวจเราพบยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5% ส่วนในฤดูฝนจะพบยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีประมาณ 20-30% ของยุงลายที่นำมาตรวจ ในฤดูฝนนั้นยุงลายมีจำนวนมากขึ้นกว่าฤดูอื่น เกิดจากการที่หน้าฝนมีแหล่งเพาะพันธุ์เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีความชื้นสูงซึ่งไปกระตุ้นให้ยุงลายตัวเมียมีอัตราการวางไข่มากขึ้น หากเป็นหน้าแล้งที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับการฟักตัวของไข่ พบว่าไข่ยุงลายก็จะทนแล้งได้เป็นปี และเมื่อสภาพอากาศพร้อมไข่ก็จะฟักเป็นตัวได้ทันที จึงทำให้ในหน้าฝนนั้นนอกจากไข่ของยุงลายที่วางไข่ตามปกติแล้วยังมีการฟักเป็นตัวของไข่ยุงลายที่ตกค้างมาจากหน้าแล้งด้วย" ผศ.นพ.เผด็จกล่าว

"ยุงลาย" พาหะนำโรคไข้เลือดออก ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-28 มิ.ย. 2546 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมแล้วถึง 27,800 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว 26 ราย นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจและถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย สำหรับการระบาดของโรคไข้เลือดออกในปีนี้

ยิ่งหน้าฝนมาเร็วกว่าทุกปี ฝนตกกระหน่ำไม่เว้นแต่ละวัน ทำเอาน้ำท่วมขัง จากฝนเก่ายังไม่ทันแห้ง ฝนใหม่ก็ตกลงมา ซ้ำเติมอีกระลอก ทำให้ “ยุงลาย” ฆาตกรร้ายที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัส “เดงกี่” dengue virus ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกมาสู่คนมีโอกาสแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า สภาพสิ่งแวดล้อมยิ่งเหมือนเป็นใจให้กับยุงลายสามารถวางไข่ แพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานได้มากขึ้น ซ้ำร้ายล่าสุดข้อมูลทางวิชาการยังระบุด้วยว่าไข้เลือดออกในระยะหลังๆ นี้ ไม่ได้ระบาด เฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังระบาดในช่วงหน้าร้อนและหน้าหนาวอีกด้วย

กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อกำจัด “ยุงลาย” เช่น โครงการบ้านนี้ปลอดลูกน้ำยุงลาย ซึ่งให้ อสม. เข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ทุกบ้าน ทุกครัวเรือนในประเทศไทย ปลอดจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยการส่งทีมเข้าไปตรวจลูกน้ำเดือนละ 1 ครั้ง ด้วยกลยุทธ์สร้างแรงจูงใจว่า บ้านที่ดูแลกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายดีเยี่ยม มีสิทธิ์ได้รับรางวัลจากทางกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการตั้งเป้าให้มีบ้านปลอดยุงลายถึง 17.5 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2546 หรือโครงการสร้าง “มือปราบน้อยตามรอยลูกน้ำยุงลาย” ที่พุ่งเป้าขยายไปยัง โรงเรียนต่างๆ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย เพื่อป้องกันไข้เลือดออก ไปจนถึงโครงการ “รณรงค์ให้ทุกบ้านกำจัด ลูกน้ำยุงลายทุกวันศุกร์”

ข้อมูลที่สำคัญก็คือ แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก 80% มาจากในบ้าน บรรดาภาชนะใส่น้ำต่างๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น โอ่งน้ำ อ่างน้ำ น้ำในแจกัน จานรองขาตู้กับข้าว ไปจนถึง อ่างบัว หรืออ่างไม้น้ำ สารพัดที่ชาวบ้านนิยมปลูก ไว้เพื่อความสวยงาม ล้วนเป็นแหล่ง เพาะพันธุ์ยุงลายที่ดีที่สุดทั้งสิ้น สำหรับบ้านเรา ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกนั้นมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ ยุงลายบ้าน และ ยุงลายสวน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด จะชุกชุมและแพร่พันธุ์มากที่สุดในหน้าฝน

การติดต่อของโรคเกิดจากยุงลาย โดยเฉพาะยุงลายตัวเมีย ซึ่งจะดูดเลือด ขณะที่ ตัวผู้จะดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เมื่อยุงลาย ตัวเมียดูดเลือดของคนที่ป่วย หรือมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกอยู่ในตัว เชื้อก็จะเข้าไปอยู่ในกระเพาะของยุง และแบ่งตัว เพิ่มจำนวนมากขึ้น เมื่อยุงลายตัวเดิมไปกัดคนอื่นต่อ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น การกัดในเวลากลางวัน ก็จะปล่อยเชื้อทำให้ป่วยเป็นโรคได้

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการใหม่ที่จะปราบยุงลายให้สิ้นซากถึงในบ้านด้วยการกำหนดปฏิบัติการควบคุมโรค ที่เรียกว่า 3 ป. หรือ ป.ป.ป. ขึ้นประกอบด้วย

  • ป.ปิด หมายถึง การปิดฝาโอ่ง ฝาอ่าง และภาชนะ ใส่น้ำในบ้าน เพื่อไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่ได้
  • ป.เปลี่ยน หมายถึง การเปลี่ยนน้ำในแจกัน ภาชนะที่ปลูกต้นไม้ในบ้าน เช่น พลูด่าง รวมทั้งเปลี่ยนน้ำในที่รองขาตู้กับข้าว อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง
  • ป.ปล่อย คือ ปล่อยปลาหางนกยูงลง ในอ่างบัวหรือกระถางไม้น้ำ เพื่อปลาจะได้คอยกินลูกน้ำ ไม่ให้กลายเป็นตัวยุงไปกัดคนได้

 

น.ส. ปวีณา ทองเกร็ด 46315800

น.ส. วรรณภา ชัยชลอ 46315883

น.ส. เสาวลักษณ์ พลอยงาม 46316022

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 2916
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)