งานวิจัยER

เรื่อง       :  อุบัติการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร โรงพยาบาลมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท

ผู้วิจัย     :  นางจรรยา  ฉายประทีป

 

บทคัดย่อ

 

                   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร และเพื่อค้นหาคุณลักษณะของประชากรด้านต่างๆ ที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรโรงพยาบาลมโนรมย์ กลุ่มประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรทั้งหมด ที่มารับบริการที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2551 จำนวน 597 ราย    โดยรวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูลผู้ประสบภัยจากรถ และเวชระเบียนผู้ป่วย จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ จำนวนร้อยละ

                   ผลการวิจัยพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร อัตรา 1,715.69 ต่อประชากรแสนคน   และผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มีอัตราตาย 14.49  ต่อประชากรแสนคน พบเพศชายบาดเจ็บมากกว่าเพศหญิงอัตรา 1.66 : 1  คน กลุ่มอายุ 15-19 ปีบาดเจ็บสูงสุด ร้อยละ 13.60    การศึกษาส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา  อาชีพรับจ้างพบมากที่สุดรองลงมาคือ นักเรียน/ นักศึกษา  ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจร  ได้แก่   สาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรมากที่สุดร้อยละ 41.90  รองลงมาเกิดจากมีสัตว์ ( สุนัข ) ตัดหน้า ร้อยละ 17.90 ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยและไม่สวมหมวกนิรภัยถึง ร้อยละ 70.20 และมีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 16.20  สำหรับ จุดเกิดเหตุพบว่าถนนสายเอเชียเกิดเหตุมากที่สุด ร้อยละ 19.80 และเกิดเหตุสูงในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ  ( 16.00-19.59 น. )   รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะสูงสุดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ  และการบาดเจ็บส่วนใหญ่ร้อยละ 73.20  มีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

                   จากผลการวิจัยดังกล่าว เห็นควรให้หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข หน่วยงานราชการ องค์กรส่วนท้องถิ่นและทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ในการป้องกันอุบัติเหตุจราจร กฎหมายและระเบียบจราจร เครื่องหมายจราจร อีกทั้งส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานและประชาชนมีวินัยจราจร มีมาตรการด้านกฎหมาย อย่างจริงจัง และควรมีการศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ให้มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสาเหตุจากการ  ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและจุดเกิดเหตุ เพื่อที่จะได้นำผลการศึกษามาวางมาตรการป้องกันได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น