...

'Wikihow' ตีพิมพ์เรื่อง "วิธีลดกาเฟอีนในชาเขียว" เทคนิคนี้ใช้ได้กับชาจีน ชาฝรั่ง และชาอู่หลงเช่นกัน โลกเราแบ่งชาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ชาเขียว (green tea) = ชาไม่หมัก, ชาดำ (black tea) = ชาหมัก (ได้แก่ ชาจีน ชาฝรั่ง), และชาอู่หลง (Oolong tea) = ชาหมักไม่นาน (อยู่ตรงกลางระหว่างชาเขียวกับชาดำ)

...

(1). เลือกชนิดชา

  • ชามีธรรมชาติที่คล้ายคนเราอย่างหนึ่งคือ ยิ่งอ่อนไฟยิ่งแรง หรือมีกาเฟอีนมาก... ชาชั้นดีราคาแพงมักจะเลือกเก็บใบชาที่อยู่ปลายสุด (terminal bud) และใบรองลงมาเพียง 2 ใบ
  • ใบชาชั้นเลิศมีกลิ่นรสหวานหอม (sweet), มีสารพฤกษเคมีหรือสารคุณค่าพืชผักชั้นดีได้แก่ คาเทชินส์ (catechins) และตีเอนีน (theanine) มากที่สุด ทีนี้ธรรมดาของโลกมีอยู่ว่า ข่าวดีมักจะมาคู่กับข่าวร้าย ข่าวร้ายคือ ชาชั้นดีแบบนี้มักจะมีกาเฟอีนมากที่สุด
  • วิธีเลือกชาให้มีกาเฟอีนน้อยลง... ให้ใช้หลักเดียวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT ไฮเทคทั้งหลาย คือ แทนที่จะเลือกอะไรที่ดีที่สุด (first best) ให้เลือกสิ่งที่ดีรองลงไป (second best)
  • นั่นคือ ถ้ากลัวกาเฟอีน, อย่าเลือกชาที่แพงหรือดีที่สุด ให้เลือกชนิดที่แพงน้อยหรือดีรองลงไปแทน

(2). รู้เขารู้เรา

  • คนทั่วไปไม่ควรได้รับกาเฟอีนเกิน 300 มิลลิกรัม/วัน กรณีชาเขียว... ไม่ควรดื่มเกิน 14-16 ออนซ์ = 415-475 มิลลิลิตร = 2-3 ถ้วย
  • คนที่ได้รับกาเฟอีนมากๆ หรือมีความไวต่อกาเฟอีนสูงอาจมีอาการปวดหัว ใจสั่น มือสั่น ตกใจง่าย วิตกกังวล เครียดง่าย นอนหลับยาก นอนไม่หลับ หรือนอนหลับๆ ตื่นๆ ได้
  • ชา 1 ถ้วยขนาด 6-8 ออนซ์ (1 ออนซ์ = 30 มล.) = 180-240 มล. มีกาเฟอีน 30-60 มก. ถ้าดื่ม 2-3 ถ้วยจะได้กาเฟอีน = 90-180 มก. ซึ่งยังไม่เกิน 300 มก./วัน

(3). หลีกเลี่ยงชาใส่ซอง

  • ชาเขียวใส่ซองมักจะมีกาเฟอีนมากกว่า รสชาดแย่กว่า และอาจจะแพงกว่าชาไม่ใส่ซอง เนื่องจากชาไม่ใช่ซองมักจะชงซ้ำได้ 3 ครั้ง ซึ่งถ้าเทชารอบแรกทิ้งไปก็ยังใช้ชงได้อีก 2 รอบ

(4). เริ่มต้นช้าๆ

  • ชาเขียวมีกาเฟอีน 15-75 มก./ถ้วย ท่านที่ไม่เคยดื่มชาเลยอาจลองดื่มครั้งละ 1/2 ถ้วยก่อน และเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย

(5). ชงแต่น้อย

  • คนเกือบทั้งหมดใช้ใบชาคราวละ 1-2 ช้อนชา/ถ้วย วิธีที่ควรทำคือ ให้ลองครึ่งหนึ่งก่อน... ถ้าจืดไปค่อยๆ ใส่เพิ่ม
  • วิธีนี้นำไปใช้กับกาแฟได้เช่นกัน คือ ถ้าต้องการลปริมาณกาเฟอีน ให้ลองผสมกาแฟทั่วไปกับกาแฟสกัดกาเฟอีนออกอย่างละครึ่ง ซึ่งจะทำให้ได้รับกาเฟอีนลดลงครึ่งหนึ่ง

(6). เทน้ำแรกทิ้ง

  • กาเฟอีนละลายได้เร็วกว่าสารอื่นๆ ในชา... การเทน้ำแรกทิ้งช่วยลดกาเฟอีนได้ประมาณ 70% ใน 5 นาทีแรก
  • ชงครั้งต่อไป... ปริมาณกาเฟอีนจะแปรตามเวลา และแน่นอนว่า ถ้าแช่ชาน้ำแรกไว้นานเกิน ชาที่ชงครั้งต่อๆ ไปอาจจืดชืด (bland) ไปได้
  • วิธีที่ดีคือ ทดลองใช้น้ำที่ร้อนจัด (อุณหภูมิคงที่) แล้วาบันทึกเวลาดูว่า น้ำแรกจะแช่ไว้นานเท่าไร น้ำสองน้ำสามจึงจะมีรสชาดพอดีสำหรับเรา

(7). ดื่มอุ่นๆ

  • สารคาเทชินส์ (catechins มีฤทธิ์ต้านอนมูลอิสระ) และตีอานีน (theanine มีฤทธิ์ทำให้รสชาดหอมหวาน รักษาความสดใหม่) ช่วยลดความแรงของกาเฟอีน
  • การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การดื่มชาตอนร้อนจัดเพิ่มเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร ตรงกันข้าม... ถ้าทิ้งชาไว้นานเกิน อาจทำให้สารคาเทชินส์ที่ช่วยจับกาเฟอีนไว้เสื่อมสภาพ ทำให้กาเฟอีนออกฤทธิ์ได้เต็มที่ ทางที่ดีคือ ดื่มตอนอุ่นๆ

...

 

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา                   

หัวข้อเรื่องนี้คือ 'How to minimize green tea caffeine' = "วิธีลด (minimize = ทำให้น้อยที่สุด ตรงข้ามกับ 'maximize' = ทำให้มากที่สุด) กาเฟอีนในชาเขียว"

คลิกลิ้งค์ > ลำโพง/ธงชาติ > ฟัง + ออกเสียงตาม 3 รอบ + ย้ำเสียงที่พยางค์แต้มสี

  • 'brew' > [ บรู้ ] > verb = ต้ม ชง > [ Click ]
  • 'brewer' > [ บรู้ - เอ่อ ] > noun = คนปรุงเบียร์ เหล้า > [ Click ]
  • 'brewery' > [ บรู้ - หรี่ ] > noun = การผลิตเบียร์ เหล้า > [ Click ]

...

ตัวอย่าง

  • Brew another cup of tea please. = ขอช่วยชงชาให้อีกถ้วย (please = โปรด ได้โปรด เป็นคำเติมให้สำนวนดูสุภาพ).
  • Police captured that illegal brewer. = ตำรวจ (คำนี้ใช้เป็นพหูพจน์เสมอ = policemen, policewomen; ถ้าจะใช้เป็นเอกพจน์ให้ใช้ 'policeman, policewoman') จับคนต้มเหล้าผิดกฏหมาย (il- = ไม่; legal = ซึ่งถูกกฏหมาย; illegal = ซึ่งผิดกฏหมาย) คนนั้น.
  • There is no brewery in this province. = ไม่มีโรงผลิตเหล้าในจังหวัด (province = จังหวัด) นี้.

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ 

 > Thank Wikihow

ที่มา                                                                      

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 7 สิงหาคม 2552.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.