นโยบายและการวางแผน

มอง"ปฏิรูปการศึกษามาเลเซีย" ย้อนกลับปัญหาการศึกษาไทย

จากคำกล่าวขานของยูเนสโก" ยกย่องมาเลเซีย" เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาและการปฏิรูปการศึกษาที่ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วทำให้ มาเลเซีย กลายเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถูกจับตามองจากนานาประเทศในเรื่องปฏิรูปการศึกษาเนื่องด้วยมีการพัฒนาวิชาชีพครู และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้มีการยกระดับสถานภาพครู เสริมสร้างการศึกษา ส่งเสริมและกำลังใจครู เพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษ และให้ทุนการศึกษา

เมื่อเร็วนี้ๆสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) จึงไม่พลาดโอกาสที่จะพาตัว ดร.มอลลี่เอ็นเอ็นลี ผู้ประสานงานโครงการAsia-Pacific Program of Education Innovation for Development UNESCO-APEID หนึ่งสาว ที่คลุกคลีอยู่ในวงการศึกษามาเลเซีย มาบรรยายพิเศษเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาของประเทศมาเลเซีย : การพัฒนาวิชาชีพครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่นักการศึกษาไทย

ดร.มอลลี่ เล่าถึงจุดเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษามาเลเซียว่ามาเลเซียต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้าเหมือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย จึงเริ่มพัฒนาระบบแรงงานราคาถูก เพื่อใช้แรงงานเหล่านั้นในการส่งออก แต่ด้วยจำนวนของประชากรในประเทศ ที่มีจำนวนไม่มาก รัฐบาลเริ่มตระหนักยุทธศาสตร์การศึกษามากขึ้น เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี ผู้บริหาร รัฐบาล เริ่มมองอนาคตมาเลเซีย เพราะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศจีน อินเดีย กัมพูชา ที่มีแรงงานมากกว่า จึงได้มีการพัฒนาคนใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยนำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาที่ 2 ที่นักเรียนนักศึกษาต้องรู้ เพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้เทคโนโลยี ทั้งนี้ ได้ลงทุนผลิตคนให้มีความรู้เชิงเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ใช้มือ ใช้สมอง ใช้ความรู้ ใช้ความสามารถในการบริการได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงการพยายามเปลี่ยนผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เจริญรุกหน้าอย่างรวดเร็ว

ถ้ามองระบบการศึกษาไทยและมาเลเซียแล้วมีความแตกต่างกันน้อยมาก อาทิ การเกษียณอายุของครูมาเลเซีย เกษียณได้ตอนอายุ 56 ปีในขณะที่ประเทศไทยเกษียณอายุ 60 ปีหรือครูผู้หญิงของมาเลเซียเออลี่รีไทร์ตอนอายุ 45 ปีชายอายุ 50 ปีแต่ของไทยทั้งหญิงและชายเออรี่ฯ อายุ 55 ปีทั้งนี้ ในส่วนของจำนวนนั้นไม่แตกต่างกัน ส่วนการปฏิรูปการศึกษาของมาเลเซียง่ายกว่า เพราะจำนวนของประชากรมาเลเซียมีสัดส่วน 1 ใน3 ของประชากรไทย ดร.มอลลี่กล่าว

ในส่วนของความแตกต่างก็ยังมีความเหมือนให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนครู ที่ไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรมากหรือน้อย ระบบการศึกษาจะก้าวไกลมากขนาดไหน ไม่สามารถหนีปัญหานี้ได้ 

ดร.มอลลี่ เล่าต่อไปอีกว่าตอนนี้มาเลเซียขาดแคลนครูหนุ่มสาวที่มีคุณภาพอย่างมากการสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการร่วมมือกันแก้ปัญหา พัฒนาระบบการศึกษา และปรับเปลี่ยนลดปัญหาการขาดแคลนครูมาเป็นแนวใหม่ เพื่อลดวัฒนธรรมของเอเชีย ที่เน้นการท่องจำ วัฒนธรรมการสอบ ให้ความสำคัญต่อตำรามากกว่าการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน ของโลกในอนาคต ทำให้ผู้เรียนในปัจจุบันสนใจการสอบมากกว่าการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้พร้อมกันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เอเชียก้าวเดินไปพร้อมกันได้

ด้านดร.สิริพร  บุญญานันต์ รองเลขาธิการ สกศ. เล่าเสริมว่ามาเลเซียพัฒนาระบบการศึกษาได้อย่างรวดเร็ว มีโรงเรียนหลากหลายประเภท ทั้งโรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนสอนภาษาจีน ใช้หลักสูตรต่างกันแต่ใช้ภาษามาเลเซียเป็นภาษาหลัก รวมไปถึงการดึงดูดคนดีๆ เก่งๆ มาเป็นครู  ไทย และมาเลเซีย จึงมีปัญหาคล้ายกัน ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของไทย และมาเลเซีย จึงมีการทำสัญญาเอ็มโอยูร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2550 เพื่อแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ศึกษาดูงานของนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ และนักวิจัย

แม้ มาเลเซีย ปฏิรูปการศึกษาแบบก้าวกระโดดจนประเทศมหาอำนาจต้องหันกลับมามอง แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นวิกฤติการขาดแคลนครู ทั้งที่ปัจจัยในการพัฒนาการศึกษา ครู มีบทบาทสำคัญมากที่สุด คงต้องดูความร่วมมือครั้งนี้ จะดึงดูดคนเก่ง คนดี และมีความสามารถให้หันกลับมาสนใจอาชีพครูได้อีกครั้งหรือไม่

 

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0                  

นายนพฤทธิ์  วงศ์ลักษณพันธ์ หลักสูตรการบริหารนวัฒกรรมเพื่อการพัฒนา รหัสนักศึกษา 5255708071