เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมการประชุมระดมความเห็นต่อ (ร่าง) แผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคลในกลุ่มภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านสุขภาวะแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่ 3 จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องดารารัตน์ ชั้น 2 โรงแรมเฟิร์ส ถนนเพชรบุรี กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้มีอาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุลเป็นผู้เสนอร่างแผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและอาจารย์สุชาดา ทวีสิทธิ์เป็นผู้ดำเนินรายการ

เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 3 จึงไม่ได้ลงลึกในเนื้อหาและรายละเอียด เน้นไปยังเป้าหมายและยุทธศาสตร์ รวมถึงการร่วมกันกำหนดรูปแบบการบริหารแผนงาน ดังนี้

เป้าหมายแผนงานระยะสั้น 18-24 เดือน

เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายของคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับประชากรข้ามชาติทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีแนวคิดและทิศทางการทำงานบนฐานเดียวกัน  คือ มีฐานคติต่อประชากรข้ามชาติทั้ง 4กลุ่มว่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เหมือนคนทั่วๆไปคือ ต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครอง เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้ประชากรข้ามชาติต้องเผชิญกับปัญหาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ และมีความเข้มแข็งต่อแนวทางการทำงานเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรข้ามชาติ

เป้าหมายระยะยาว 5 ปี

ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนฐานคิดของสังคมไทยต่อประชากรข้ามชาติ จากเดิมที่มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ไปสู่การตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชากรข้ามชาติ และยอมรับการอยู่ร่วมกันกับความหลากหลายทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์ ตลอดจนทำให้รรัฐไทยมีความชัดเจนในการมุ่งสร้างความเป็นธรรม ความมั่นคง และความปลอดภัยต่อแรงงานข้ามชาติ ชนกลุ่มน้อย ผู้ไร้รัฐ/ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร และผู้อพยพพลัดถิ่น เพื่อให้ประชากรข้ามชาติเหล่านี้ ดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพทุกด้าน คือ กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

มีคนถามอาจารย์กฤตยาในที่ประชุมว่าเท่าที่อ่านยุทธศาสตร์แผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลมานั้น ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการเกี่ยวกับตัวแรงงานข้ามชาติและผู้ที่มีปัญหาสถานะโดยตรงเพราะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเขา พวกเขาจึงควรที่จะมีส่วนร่วม อาจารย์กฤตยาจึงได้ชี้แจงว่ายุทธศาสตร์ทั้ง 5 นั้นเป็นเป้าหมายระยะสั้น ยังไม่ลงไปแตะแรงงานข้ามชาติและผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคลโดยตรง แต่จะดำเนินแผนงานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติและผู้ที่มีปัญหาสถานะ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) อีกทั้งแผนดำเนินการของสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) นั้นเป็นการให้ทุนสนับสนุนให้มีการผลักดัน ทำให้องค์กรที่ทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีการขับเคลื่อน ส่งผลกระทบ (impact) ต่อตัวแรงงาน ซึ่งไม่ใช่งานในระดับปฏิบัติโดยตรง

หลังจากอาจารย์กฤตยาและอาจารย์สุชาดาได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์แล้ว ทางที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นเชิงภาษาและกระบวนการการทำงาน มีการถกเถียงในภาษาที่ใช้เกี่ยวกับผลผลิตและผลลัพธ์ บางท่านเห็นว่ายังไม่สอดคล้องกัน พี่ติ๊กทัศนัยได้เสนอให้เขียนให้ครอบคลุมในสิ่งที่ต้องมี ส่วนอาจารย์กฤตได้ชี้ให้เห็นว่าผลผลิต (output) นั้นเป็นสิ่งที่นับได้ เป็นผลผลิตในเชิงกระบวนการ อย่าไปสับสนกับ outcome หากแต่ผลลัพธ์นั้นจะเป็นนามธรรมเพื่อให้เห็นกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคม ให้เกิดเครือข่าย

ครั้งนี้มี นายแพทย์โมลี วนิชสุวรรณและคุณขนิษฐา ปานรักษาจากโรงพยาบาลสมุทรสาครมาร่วมประชุมด้วย ซึ่งสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ทางคุณหมอโมลีกล่าวว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาตินั้นจำเป็นต้องให้ความรู้ความเข้าใจ ปรับฐานคติแก่ตัวนายจ้างด้วย ซึ่งนับเป็นประเด็นเป้าหมายที่สำคัญ

ในยุทธศาสตร์ที่ 4: สร้างและจัดองค์ความรู้นั้นมีการกล่าวถึงโมเดลของอาจารย์พันธุ์ทิพย์ที่ต้องเพิ่มความรู้ต่อตัวเจ้าของปัญหาเองเพื่อเขาจะได้เข้าใจปัญหา เรียนรู้ และนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาของตนเองเพื่อพัฒนาสถานะทางบุคคลของตนและผู้อื่นต่อไป ทฤษฎี 5x6 สูตรคูณความคิดและปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยห้าคูณหก ว่า ห้า นั้นหมายถึง การจำแนกประชากรที่มีปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้กฎหมายการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้เพื่อที่จะคูณด้วย หก อันหมายถึง 6 ขั้นตอนในการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะของบุคคล กล่าวคือ มันเป็นแนวทางหรือขั้นตอนที่จะตรวจสอบเพื่อพัฒนาสถานะของบุคคล ว่าต้องใช้ช่องทางใดที่อาจช่วยเหลือให้ คนที่มีปัญหาสถานะบุคคลสามารถพัฒนาสถานะเป็น คนไม่มีปัญหาสถานะบุคคลหรือ คนไร้รัฐเป็น คนมีรัฐฯลฯ  ..มันถูกเรียกให้สั้นเพื่อง่ายต่อการจดจำว่า ห้าคูณหก (5 x 6)[i]ซึ่งอาจารย์กฤตจะนำมาใส่ในแผนสมบูรณ์เชิงสถานการณ์ต่อไป

ในส่วนของรูปแบบการบริหารแผนงาน คือ 1. ร่วมกันมอบหมายให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งของภาคีเป็นผู้บริหารแผนงาน ทั้งนี้ต้องไม่ให้มีผลประโยชน์ขัดกัน (conflict of interest) และ 2. เลือกคณะบุคคลจากภาคีมาเป็นผู้จัดการแผนและเลือกคณะบุคคลมาเป็นคณะทำงาน ร่วมกันบริหารแผนงาน

อาจารย์กฤตกล่าวว่าผู้จัดการแผนงานที่ดีนั้นควรเชี่ยวชาญในด้านเนื้อหาความรู้ (Content) และมีประสบการณ์ในกระบวนการวิธีการบริหารจัดการเพื่อให้โครงการออกมาเป็บรูปเป็นร่าง มีการติดตามผลงานและทีมการเงินที่ดี จึงลงความเห็นได้มติที่ประชุมว่าผู้ที่เหมาะสมคือ พี่บอม อดิศร เกิดมงคล ทั้งนี้ พี่ติ๊ก ทัศนัยเสนอว่าควรให้มีองค์กรพี่เลี้ยงเพื่อช่วยเหลือด้านบริหาร (Administration) และการเงิน (Finance) ให้องค์กรเข้มแข็ง มีการบริหาร จัดการที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่แผนงาน

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรูปเพิ่มเติมได้ที่ http://cid-e511f9da71c0967a.photos.live.com/summary.aspx



[i] http://gotoknow.org/blog/build-new-idea-4-stateless/255547