ข้อมูลทั่วไปของโรงเรียน
โรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เหนือ เดิมชื่อโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้ เนื่องจากชื่อเดิมของโรงเรียนไม่สอดคล้องกับชื่อของหมู่บ้าน คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน จึงมีการลงมติในการประชุมเมื่อวันที่ 6 เดือน สิงหาคม 2545 ให้มีการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนให้สอดคล้องกับหมู่บ้านเพื่อความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน และป้องกันการสับสนของคนทั่วไปที่มักคิดว่าโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้ เป็นโรงเรียนเดียวกับโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้ใต้ ทางโรงเรียนได้ทำเรื่องการขอเปลี่ยนชื่อโรงเรียนให้พิจารณาตามลำดับขั้นและได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เป็น ”โรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เหนือ” เมื่อวันที่ 20 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2546
โรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เหนือ สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2516 โดยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในการดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนเป็นอาคารเรียนชั่วคราวติดพื้นดินมุงด้วยใบตองตึง เริ่มเปิดทำการสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีข้าราชการครู 2 คน โดยมีนางจารุณี จัตุรงค์ รักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ มีนักเรียนจำนวน 45 คน ต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้จัดสรรงบประมาณในการอาคารเรียนแบบถาวรแบบ ป. 1 ซ. ขนาด 3 ห้องเรียนใต้ถุนต่ำ จำนวน 1 หลัง และในวันที่ 17 ตุลาคม 2516 ได้มีการเปิดโรงเรียนโดยมีนายประศาสน์ สังสุทธิพงษ์ หัวหน้าหมวดการศึกษาอำเภอแม่สะเรียงเป็นประธาน
ในปีงบประมาณ 2519 ได้รับงบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มและมีการกำหนดตำแหน่งครูใหญ่โดยมี นายอายุทธ์ กาพัฒน์ มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่เป็นคนแรก
ปัจจุบันโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เหนือ ตั้งอยู่ หมู่ 8 ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอแม่สะเรียงและอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียงประมาณ 54 กิโลเมตร ทิศเหนือติดกับหมู่บ้านละอูบ อำเภอแม่ลาน้อยและทิศตะวันตกติดกับบ้านป่าแป๋ ทิศตะวันออกติดกับดอยแม่ละก๊ะทิศใต้ติดกับหมู่บ้านห้วยฮากไม้ใต้
สภาพโดยทั่วไปของโรงเรียนบ้านห้วยฮากไม้เหนือ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในท้องที่กันดาร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 ฟุต เป็นเขตชื้นทำให้ประสบปัญหาเรื่องโรคที่นำพาโดยยุง เช่น ไข้มาลาเรีย เท้าช้าง ไข้ไทฟอยด์ ชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่เป็นเขตบริการให้การศึกษาแก่ชาวไทยภูเขาเผ่ากระเหรี่ยง (สกอร์) ซึ่งมีขนบธรรมเนียมแตกต่างจากคนในพื้นราบทั่วไป ทั้งเรื่องความเชื่อ จารีตประเพณี การนับถือในสิ่งที่เล่าสืบต่อกันมา คือการนับถือผี แต่ยังมีศาสนาที่ราษฎรนับถือ คือศาสนาคริสต์ มีภาษาเป็นของตนเอง เรียกว่า ภาษาปะกะยอ มีประชาชนในเขตบริการ 75 ครอบครัว โดยแยกออกเป็น 2 หย่อมบ้าน อยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ประชาชน มีอาชีพทำการเกษตรกรรม การทำไร่เลื่อนลอย สภาพเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน รายได้ต่อครอบครัวโดยเฉลี่ยไม่เกิน 5,000 บาทต่อครอบครัว ต่อปี ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตบริการโดยเฉพาะผู้มีอายุเกิน 35 ปี ขึ้นไป สามารถอ่านออกเขียนได้ไม่ถึง 10% ของประชาชนทั้งหมด ทำให้โรงเรียนประสบปัญหาในการพัฒนาการศึกษาโดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนา ส่วนประชาชนที่มีการศึกษาบ้างก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในท้องที่ที่มีการพัฒนาแล้ว สภาพการไม่รู้หนังสือของราษฎร ในเขตบริการทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษามากพอสมควร ตลอดจนเรื่องความเชื่อของราษฎรในพื้นที่ ทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จะมีความเชื่อเรื่องการให้ใช้ภาษาถิ่นเพียงภาษาเดียวในการติดต่อสื่อสารกับคนภายนอกอนึ่ง การที่มีนักเรียนมาจาก 2 หย่อมบ้าน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการขาดเรียน การทำงานร่วมกันรวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนานักเรียนหลังเลิกเรียน เช่น การสอนซ่อมเสริม ไม่สามารถทำได้เต็มที่