วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธี การเรียนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ ของ กลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อวิธีการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ อภิปรายผล จากผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แต่ละกลุ่ม คือ กลุ่มเก่ง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อนโดยใช้การทดสอบแบบ ANOVA – One way พบว่า มีค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อทดสอบรายคู่เพื่อหาคู่ที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง พบว่า นักเรียนกลุ่มเก่ง กับกลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPPSS/PC ปรากฏผล ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แต่ละกลุ่ม คือ กลุ่มเก่ง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อนโดยใช้การทดสอบแบบ ANOVA – One Way พบว่า มีค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อทดสอบรายคู่เพื่อหาคู่ที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง พบว่า นักเรียนกลุ่มเก่ง กับกลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ความคิดเห็นที่มีต่อวิธีการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ พบว่า ความคิดเห็นที่มีต่อวิธีการเรียน ทั้ง 4 ด้านโดยรวมของนักเรียน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการทำงานร่วมกัน ด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านบรรยากาศในการเรียน และด้านความรู้ความสามารถ ตามลำดับ