มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้
(1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
Section 1.- In this Code :
“To commit an act dishonestly” means to do an act in order to procure, for himself or the other person, any advantage to which he is not entitled by law ;
คำว่า “โดยทุจริต” ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ
1. แสวงหาประโยชน์
2. ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
3. สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ในข้อ 1.การแสวงหาประโยชน์นั้นจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือไม่ ไม่ต้องคำนึงถึง แม้ว่าการแสวงหาประโยชน์นั้นจะไม่ทำให้เสียหายแก่ผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต ทั้งนี้เพราะจะทุจริตหรือไม่อยู่ที่มูลเหตุชักจูงใจพิเศษที่จะแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นในเมื่อประโยชน์นั้นเป็นประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
คำว่า “ประโยชน์” หมายถึง ประโยชน์ทั้งในทางทรัพย์สินและมิใช่ทรัพย์สินด้วย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 คำว่า “ทรัพย์สิน” นั้นท่านหมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
สิ่งที่คิดราคาได้แน่นอน เช่น นาฬิกา แหวน ตู้เย็น รถยนต์ ฯลฯ เป็นต้น
สิ่งที่คิดเป็นราคาไม่ได้ เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ หรือกระดูกของบรรพบุรุษที่เก็บไว้เพื่อการกราบไหว้บูชา เป็นต้น
ประโยชน์ที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน เช่น หลอกใช้แรงงานให้คนมาทำงานให้ การหลอกลวงเจ้าหน้าที่จนได้ประกันตัวต่อไปจากศาล[1] เป็นต้น
ข้อ 2. สำหรับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น หมายความว่าประโยชน์ที่ ผู้แสวงไม่มีสิทธิที่จะได้ประโยชน์นั้นตามกฎหมาย ถ้าเป็นโยชน์ที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมไม่ทุจริต ส่วนการแสวงหาประโยชน์นั้นอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้คำนึงถึง
ข้อ 3. สำหรับตนเองหรือผู้อื่นนั้น หมายความว่าจะเอาประโยชน์นั้นเป็นของตนเองแต่ผู้เดียว หรือเป็นของผู้อื่นแต่ผู้เดียว หรือเป็นของตนเองและผู้อื่นด้วยก็ได้
ข้อสังเกต คำว่า “สุจริต” มิได้หมายความตรงกันข้ามกับคำว่า “ทุจริต” เสมอไปเพราะความหมายของคำว่าทุจริตในทางอาญานั้นเป็นอย่างหนึ่ง และในทางแพ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาตัวอย่าง
ฎีกาที่ 519/2502 จำเลยเก็บกระเป๋าใส่เงินของเจ้าทรัพย์ซึ่งเหน็บไว้ที่เอวแล้วเลื่อนหลุดไปจากเอวในขณะนั่งดูภาพยนตร์อยู่ใกล้เคียงกันในโรงภาพยนตร์นั้น ถือว่าทรัพย์นั้นยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าทรัพย์ไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพของตกของหาย เมื่อจำเลยเอาไปเสีย ย่อมมีความผิดฐาน ลักทรัพย์
ฎีกาที่ 216/2509 จำเลยยอมให้ผู้เสียหายร่วมประเวณีมีสิ่งตอบแทน แต่ผู้เสียหายผิดข้อตกลงจำเลยไม่พอใจ จึงได้ทำร้ายผู้เสียหายแล้วเอาปืนผู้เสียหายไปทิ้งที่ปลักน้ำกลางทุ่งนา เพราะกลัวผู้เสียหายจะยิงเอา การเอาปืนไปทิ้งโดยไม่นำเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์ การเอาปืนของผู้เสียหายไปทิ้งน้ำ จึงไม่ใช่การทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนไฟฉายนั้นผู้เสียหายก็ให้จำเลยไปส่องทาง จำเลยเอาไปไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน
ฎีกาที่ 863/2513 คำว่า “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและผู้อื่น การที่จำเลยทั้งสองสมคบหลอกลวงโจทก์โดยจำเลยที่ 2 แสดงตนต่อโจทก์ว่าเป็นนายเชวง แซ่ภู่ เจ้าของที่ดินตาม น.ส.3. จนโจทก์หลงเชื่อทำหนังสือรับรองทรัพย์ยื่นขอประกันตัวนายกุหลาบต่อศาลนั้น แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินแต่อย่างใดก็ตาม แต่ก็ทำให้นายกุหลาบได้รับประโยชน์จากการใช้หนังสือรับรองทรัพย์นั้นอ้างต่อศาล จนได้รับประกันตัวไป ซึ่งย่อมถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับผู้อื่นอันเป็นการกระทำโดยทุจริตเช่นกัน
ฎีกาที่ 2278/2515 จำเลยร่วมกันรื้อเรือนผู้เสียหายไปเพื่อหักหนี้ที่ผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลยอยู่ หามีเจตนาจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตไม่ จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์[2]
ฎีกาที่ 1425/2517 จำเลยทะเลาะกับ ท. ภริยาซึ่งเป็นหลานของผู้เสียหาย ท.หนีไปอยู่บ้านผู้เสียหายจำเลยไปตาม ท. และจะทำร้าย ท. ผู้เสียหายตบจำเลยบอกให้จำเลยกลับบ้าน และรับปากว่าจะพา ท. ไปส่งที่บ้านจำเลยแต่แล้วก็ไม่พาไปส่ง จำเลยไปบ้านผู้เสียหายอีกพบแต่ภริยาของผู้เสียหายจำเลยโกรธจึงหยิบเอาเครื่องรับวิทยุของผู้เสียหายไปต่อหน้า โดยบอกแก่ภริยาผู้เสียหายว่า ถ้าจะเอาคืน ก็ให้พา ท. ไปเอาคืนที่บ้าน จำเลยเปิดวิทยุฟังจนถึงบ้าน พอได้ยินเพลงเมียหายต้องตามหา ก็เกิดโมโหเลยทุ่มและกระทืบเครื่องรับวิทยุเสีย ที่จำเลยเอาเครื่องรับวิทยุของผู้เสียหายไปเช่นนี้มิได้มีเจตนาทุจริตลักเอาเครื่องรับวิทยุนั้น หากแต่เอาไปเพราะความโกรธ จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ฎีกาที่ 1845/2517 จำเลยเป็นเสมียนศาล มีหน้าที่เก็บรักษาสำนวนความผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตั้งให้จำเลยเป็นกรรมการปลดเผาสำนวนร่วมกับผู้อื่นในระหว่างการปลดเผาสำนวน จำเลยเอาแสตมป์ฤชากรที่ฉีกออกจากสำนวนที่จะต้องปลดเผาไปเสีย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 158 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาสืบว่าจำเลยนำแสตมป์เก่าที่ใช้แล้วนั้นไปใช้แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่พอฟังว่าจำเลยเบียดบังยักยอกแสตมป์เหล่านั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 147, 157 ด้วย
ฎีกาที่ 3887/2529 จำเลยมีทะเบียนรถแสดงว่าได้รับโอนรถจักรยานยนต์คันพิพาท จากเจ้าของก่อนนำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปจำเลยบอกกับโจทก์ว่ารถจักรยานยนต์เป็นของจำเลยและเอาทะเบียนรถให้ดู เมื่อพนักงานสอบสวนเรียกจำเลยไปพบจำเลยก็นำทะเบียนรถไปแสดงพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ารถจักรยานยนต์คันพิพาทเป็นของตนและเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปจากความครอบครองของโจทก์โดยขาดเจตนาทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์
ฎีกาที่ 2145/2531จำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของบุคคลอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที่จอดรถหน้าสถานีตำรวจ โดยไม่มีเหตุที่จะทำให้สำคัญผิดได้ว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปทันขณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์อยู่ จำเลยก็ไม่ได้โต้เถียงว่าเป็นรถจำเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถจำเลยก็ไม่มีแสดงพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปโดยเจตนาทุจริต
[1] ฎีกาที่ 863/2513
[2] การเอาทรัพย์ของลูกหนี้ไปโดยพลการเพื่อใช้หนี้ เป็นการแสวงหาประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า ในทำนองที่ว่าเป็นประโยชน์ที่เจ้าหนี้ควรจะได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น
ฎีกาที่ 390/2455 วินิจฉัยว่า การเอาทรัพย์ไปยึดไว้ต่างหนี้โดยพลการ อาจเป็นการเอาทรัพย์ไปชั่วคราว ไม่เป็นลักทรัพย์
ฎีกาที่1494/2455 วินิฉัยว่า การยื้อแย่งทรัพย์ไปเพื่อยึดไว้ต่างหนี้หรือหักใช้หนี้ไม่มีเจตนาเป็นโจร ไม่เป็นลักทรัพย์