เรารู้กันจริงหรือเปล่า

คำถามว่าด้วยองค์ความรู้ : คำตอบที่สังคมไทยยังไม่ได้ตอบ

มีใครเคยถามตัวเองไหมว่า “ความรู้”นั้น คืออะไรและสำคัญอย่างไรกับชีวิตของเรา สำหรับคนไทย เราเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๖  มัธยมศึกษาที่๑-๖ และอุดมศึกษาอีก ๔ ปีในชั้นปริญญาตรี, ๒ ถึง ๔ ปีในชั้นปริญญาโท, อีก ๔ ถึง ๘ ปีในชั้นปริญญาเอก ได้แต่เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน เคยมีคนถามตัวเองไหมว่าเราเรียนไปทำไม และ สิ่งที่เราเรียนไปนี้มันมีประโยชน์จริงหรือ มันมีประโยชน์กับตัวเองหรือกับชาติหรือกับใครกันแน่ แล้วถ้ามันมีจริงทำไมสังคมไทยยังเละเทะวุ่นวายขนาดนี้ ทั้งที่เราพยายามบอกว่าเราเรียนสูงกว่าคนในอดีต แปลกแต่จริง คนในอดีตเรียนไม่สูงแต่บ้านเมืองเราอยู่กันได้อย่างมีความสุขระดับหนึ่ง(ที่เขียนไว้อย่างนี้เพราะผมไม่ได้จะเจตนาบอกว่าระบบการปกครองแบบไหนดีที่สุด)

จริงๆปัญหาเราอยู่ที่ตรงไหน อาจารย์ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อเสร็จสงคราเกาหลีใหม่ๆคนเกาหลีเดินทางมาดูงานการศึกษาที่ประเทศไทย แต่ปัจจุบัน เราตามเกาหลีอยู่

เราทะนงตัวว่าชาติไทยเราไม่เป็นเมืองขึ้นของไทย แต่ปัจจุบัน เราก็ไม่ต่างกับอาณานิคมทางเศรษฐกิจของต่างชาติ ระบบเศรษฐกิจเราขึ้นอยู่กับเงินลงทุนของต่างชาติ

นักการเมืองไทย ยังเป็นเหมือนเดิม ทำผิดไม่ยอมรับผิด  แถมป่วนเมืองไม่สิ้นสุดเพื่อผลประโยชน์ นักวิชาการยังทำตัวเป็นทาสนักการเมือง อยากเป็นแมคคิเวลลี่ ภาคประชาชนก็ไม่เข้มแข็ง

 เราส่งเสริมค่านิยมการจบมหาวิทยาลัย แต่คนจบมามีคุณภาพหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราให้คุณค่ากับความรู้ และกระดาษที่การันตรีว่าคนที่มีใบรับรองมีความรู้ ความรู้ที่เรียนกันไปเป็นด็อกเตอร์ไป มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อมันไม่ได้เป็นความรู้ที่นำประโยชน์มาสู่สังคม มันเป็นเพียงกระดาษที่การันตรีเท่านั้นว่าคนที่ได้มา(ในกรณีที่ไม่ได้ซื้อมา) มีความพยายามและระบบคิดดีเพียงพอ

จำได้ว่าเคยดูหนังเรื่องปมไหม มีคำพูดคำหนึ่งที่ผมชอบมาก "คนไทยบูชาความรู้ แต่ไม่บูชาความคิด แล้วถ้าความรู้มันผิดล่ะ บ้านเมืองก็ฉิบหาย เพราะ มัวแต่รู้  แต่คิดไม่เป็น"

ปัญหาที่น่าคิดคือ อะไร คือความรู้ที่เราทุกคนต้องมี การศึกษาจำเป็นจะต้องตอบสนองปัญหาสังคมหรือไม่ แล้วประเทศไทยจะไปทางไหน