ความรู้ใหม่นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ได้มีโอกาสอ่านบทความของโดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 28 กุมภาพันธ์ 2552

ขออนุญาตนำส่วนหนึ่งของบทความมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนนะครับ

ถ้าเราดูตัวอักษรยู ในภาษาอังกฤษ เราจะเห็นได้ว่า ตัวยูจะประกอบด้วย “ขาลง” “ก้นตัวยู” และ “ขาขึ้น” ของตัวยู ที่ “ก้นตัวยู” หรือ ที่ซึ่ง “ความรู้ในอนาคตจะปรากฏ” เราต้องนำพาตัวเราลงไปตาม “ขาลง” ของตัวยู เพื่อที่จะเดินทางไปถึง “ก้นตัวยู”

น่าสนใจมากครับว่า ขาลงของตัวยูจะเริ่มต้นด้วย “การฝึกทักษะการสังเกต” และ “รับรู้” สิ่งที่เห็นสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง โดยที่ยังไม่ด่วนตัดสินว่าเรื่องราวจะดีจะเลวจะถูกจะผิด

เมื่อใจของเรา “นิ่งพอ” และ “เริ่มเปิดหัวใจออก” เราจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างเป็นเนื้อเนียนเนื้อเดียวกัน เรากับสรรพสิ่งรอบตัวนั้นเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน “การรับรู้” ของเราแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ความรู้สึกที่ใสกระจ่าง” ต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา

และเมื่อสภาวะดำเนินไปถึง “ก้นตัวยู” ได้ ณ ที่ตรงนั้น ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กรุณาช่วยแปลความหมายว่าเป็น “มหาสติแห่งการดำรงอยู่” ของเราก็จะค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “สิ่งที่เป็นไปได้” ในอนาคตอันใกล้นั้นได้เอง ณ ตรงก้นตัวยูนี้เองที่ “ความรู้แบบไพรมารี่” สามารถ “ก่อเกิดขึ้นได้เอง” จากอนาคตที่อยู่ตรงข้างหน้าของเรานั่นเอง

สิ่งที่ผมได้จากอ่านบทความชิ้นนี้ ทำให้ผมพอเห็นภาพว่า

เราต้องหมั่นรู้ตัวไปเพื่ออะไร แล้วทำไมต้องรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง อย่างตั้งมั่น

เพราะเมื่อเราไม่ตัดสินสิ่งที่เรารับรู้ จาก ตัวรู้ (ด้วยใจเป็นกลาง)

เมื่อนั้นเราจะได้ความรู้ใหม่ โดยที่เรารู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

และเมื่อเรานำความรู้ที่สะสมนั้นมาวิจัย โดยตัวเราเอง เราก็จะได้ความรู้ใหม่จริงๆ

ทีนี้(ผม) ก็รู้แล้วล่ะ ว่าเราทำอะไรไปเพื่ออะไร