ผมประทับใจที่สุดในตัวของชุมชนเองที่มีความเป็นผู้นำสูง

เล่าเรื่องป่าบ้านตลิ่งชัน ภาคสรุปเพื่อไปต่อ

30 ตุลาคม 2552  ผมและทีมงาน (เจี๊ยบ / ปุ๊ก) หลังจากที่ได้เตรียมการจัดทำเอกสาร หนังสือสารานุกรมสมุนไพรท้องถิ่นในป่าตลิ่งชัน (บ้านตลิ่งชัน)  ตำบลหินโงม อำเภอสร้างคอม ในโครงการศึกษาข้อมูลสมุนไพรเพื่อเตรียมการจัดการแผนคุ้มครองสมุนไพร  ซึ่งหัวหน้าอนามัยคือพี่ร่าเริง  สิงห์สัตย์  รวมทั้งเภสัชโต้ง   หมออุ้ม (เป็นหมอนวดและผู้ช่วยดูแลงานบริการแพทย์แผนไทย ของโรงพยาบาลสร้างคอม) ได้รับการติดต่อประสานงานจากทางเรา (ปุ๊ก)  ในการที่เราจะได้สรุปงานเพื่อวางแผนต่อไป และมอบหนังสือสารานุกรมให้แก่พื้นที่  เริ่มออกเดินทางเอาเกือบเก้าโมงเช้า เนื่องจากไม่ได้ขอใช้พาหนะเอาไว้ ได้น้าตุ้มเป็น พขร.เห็นว่าต้องไปเติมน้ำมันก่อน พวกเราก็เตรียมข้าวของออกมารอที่ด้านหน้า  ผมเห็นแกอยู่แว๊บ ๆ แต่ก็ไม่เร่งรัดอะไร รอไปรอมาเกือบเก้าโมงเช้า เจ้าเจี๊ยบทนไม่ไหวเลยเดินไปดูที่โรงรถ อ้าวน้าตุ้มยังไม่ไปไหน ไอ้เราก็นั่งรอกันอยู่ ก็เลยพากันขึ้นรถ เช้านั้นมีเภสัชโต้ง (วัชรานุกูล บุญเลิศ) ขอติดรถไปด้วย  ไม่เป็นไร อย่างน้อยรถก็ได้เคลื่อนแล้ว  รถวิ่งไปถึงแยกบ้านด่าน พ่ออำนวยประธานชมรมหมอพื้นบ้านสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอบ้านดุง กับพี่สมัยที่เป็นเลขาชมรมโทรมาถามว่าถึงไหนกันแล้ว ก็เลยขอให้เพิ่นช่วยพูดคุยไปก่อน เดินทางไปถึงประมาณสิบโมงครึ่ง  พี่ร่าเริง (ชื่อดีมั้ยครับ) กับพี่สมร (เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด)  และคณะชาวบ้าน ผู้นำชุมชน บ้านตลิ่งชัน มารอกันอยู่แล้ว และคิดว่าน่าจะนานพอสมควร  พอคณะเราไปถึงก็เริ่มพูดคุย โดยเริ่มจากที่พ่อผู้ใหญ่บ้านเกริ่นนำ ออกตัวเกี่ยวกับจำนวนคนที่มาร่วมเวที เนื่องจากทำนาปรังต้องไปเกี่ยวข้าวกัน  และผมก็ได้เปิดฉากการพูดคุยเกี่ยวกับการทำงานที่ผ่านมา ทบทวนย้อนไปตั้งแต่เริ่มแรก เดือนพฤษภาคม  2551 มาแหย่รังแตนในพื้นที่คือมาชวนให้คิดกับป่าปู่ตา บ้านตลิ่งชัน ซึ่งจำได้ว่าพ่อเสถียร (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอนนั้น) ทิ้งท้ายไว้ว่า อย่าเล่นเฮือนน้อยนะหมอ  แล้วเราก็วางแผนกันออกมาสำรวจสมุนไพร (เคยเล่าแล้ว) เมื่อเดือนกันยายน  2551  จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปประมวลสรุปออกมา โดยมีปุ๊กเป็นผู้ดำเนินการออกแบบและติดต่อโรงพิมพ์ ซึ่งมาวันนี้มาสรุปงาน พูดไปถึงแผนงาน 4 ด้าน แล้วจะแบ่งกลุ่มให้ช่วยกันออกความเห็นเกี่ยวกับถ้าจะทำแผนงานทั้ง 4 ด้านนั้น  (อ่านดูตอนหลัง)  เราลองเอา 3 ก.มาคิดดู ได้แก่ กรรมการหรือคนทำงาน  กิจกรรม  และกองทุนหรือธนาคารโครงการ  ช่วงนั้นพี่สมัยมากระซิบว่า นายกอบต.มาร่วมด้วยก็เลยยกเวทีให้ท่านได้พบปะกับชุมชนก่อน  ขอบอกว่านายกท่านนี้น่ายกนิ้วให้ครับ เพราะเนื้อหาที่มาพูดนั้นดูเหมือนท่านจะเข้าใจในกิจกรรมและมองเห็นว่าจะทำอะไรต่อได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับพื้นที่เองด้วย (ซึ่งพื้นที่เองเท่าที่ผมประเมินก็มีความเป็นผู้นำ เป็นคนทำงานอยู่แต่เดิมแล้วด้วย )  พอท่านลง ผมก็ไปพูดต่อโดยก่อนจะแยกกันพูดคุยผมก็ลองยกตัวอย่างหนังสือที่ไปซื้อมาจากร้านหนังสือ คือพืชกินได้ในป่าสะแกราช  ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งในป่าสะแกราช เพราะผมมีอีก 2 เล่มของป่าสะแกราช คือพืชสมุนไพร , นก  นั้นก็เลยคิดว่า ในพื้นที่หนึ่ง ๆ นั้นเราสามารถทำได้หลายเรื่องเหมือนป่าสะแกราช เช่น ของป่า , สัตว์ , นก , แมลง , เห็ด เป็นต้น  แล้วก็แบ่ง 2  กลุ่มเริ่มพูดคุย โดยมีเจี๊ยบ ปุ๊ก อุ้ม โต้ง ช่วยเป็นนวัตกร / ผู้นำการพูดคุย  มีนักศึกษามา 4 คน มาช่วยจดบันทึกและนำเสนอด้วย (ดีจริง ๆ )   ทราบมาจากปุ๊กว่าพี่สมรแนะนำเรื่องชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชสมุนไพรนั้นสามารถประสานงานขอความร่วมมือไปยังสำนักงานได้  (ดีอีกแล้ว)  แล้วเราก็เริ่มแบ่งกลุ่ม บรรยากาศช่วงแรก ๆ ดูเงียบ ๆ ครับ ผมให้เวลา 15 นาที จับหน้าปัดนาฬิกาหมุนแกร็ก   พอคุยกันไปสักพัก สาธารณสุขอำเภอ (พี่แก้ว เศวตวงศ์) มาถึง ผมก็เลยขอขัดจังหวะ ให้สาธารณสุขอำเภอทำการมอบหนังสือสารานุกรมสมุนไพรท้องถิ่นป่าตลิ่งชัน ให้นายก อบต. จำนวน 50 เล่ม เพื่อจะได้ใช้ในการเผยแพร่ต่อไป  แล้วก็ร่วมถ่ายรูป  ซึ่งเรื่องที่พูดคุยกันยังไม่เสร็จดีเท่าไรแบ่งกลุ่มก็เลยคุยกันต่ออีกประมาณ 20 นาที แต่ละกลุ่มมานำเสนอความคิด ผมก็เขียนแผนที่ความคิดบนกระดาษฟลิ๊บชาร์ต ว่าแต่ละกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องอะไรบ้าง  แล้วเตรียมจะสรุปก็พอดีเที่ยง อาหารเที่ยงมาถึง ผมเลยพักเวทีเสียก่อน และจะได้มาสรุปหลังกินข้าวเที่ยง   ระหว่างที่รอจัดสำรับนั้น ผมก็เลยไปเขียนกระดานเกี่ยวกับทีมทำ  ทีมนำ  ทีมหนุน ในเรื่องนี้ ซึ่งจากการพูดคุยกับพ่อผู้ใหญ่ ท่านว่าในกมู่บ้านก็มีคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการย่อย ๆ มีคณะกรรมการหนึ่งน่าสนใจครับ คือคณะกรรมการการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ในวันนี้พ่อสุธรรม ก็มานั่งอยู่ด้วย และเป็นตัวตั้งตัวตีได้ดี น่าจะเป็นทีมนำให้กับคณะก่อการดี (ทีมทำ) ได้   โดยมีทีมหนุน พี่เลี้ยงในส่วนของเจ้าหน้าที่ หมอร่าเริง คุณสมร (สิ่งแวดล้อม)  หมอต้น หมอปุ๊ก หมอเจี๊ยบ 

เนื้อหาที่เราสรุปกันได้จาก 4 แผนงานได้แก่

แผนงานด้านกฎหมาย นั้น ในพื้นที่มีการตั้งให้ จ้ำ คอยดูแลรักษาระเบียบข้อบังคับ เช่น ห้ามตัดไม้วันศีล ห้ามยิงปืนในหมู่บ้าน ห้ามฆ่าสัตว์ในหมู่บ้าน  ห้ามจับสัตว์ทุกชนิด ห้ามเผาป่า ห้ามทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

แผนงานด้านการอนุรักษ์น่าจะมีทีมเยาวชนมาช่วยงาน มีการจัดสิ่งแวดล้อม รณรงค์การดูแลสมุนไพร การหาสมุนไพรเพิ่มเติม

แผนงานด้านการสำรวจ ให้มีการทำป้ายอนุรักษ์ มีการอบรมวิธีการสำรวจ

แผนงานตรวจสอบ ติดตาม และประเมินการทำงานมีการประเมินพื้นที่ป่า มีข้อมูลการใช้สิ่งแวดล้อม

ซึ่งจากแผนงานทั้งสี่ด้านนั้น (ตัวร่างที่นำมาให้ไทบ้านใช้เป็นต้นเรื่องโสเหล่ ปุ๊กได้สรุปออกจากงานของทางภูผากูด และจาก พรบ.คุ้มครองและส่งสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พศ.2542 )   ได้นำมาปรับเป็นแผนงาน โครงการเพื่อนำเสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่น ซึ่งน่าจะสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน   โดยยึด 4 แผนงานนี้เป็นกิจกรรมหลักหรือเป้าหมายหลักของกลุ่มที่จะได้พูดคุยกันต่อไป  ลองมาดูยุทธศาสตร์ที่ปรับแล้วดูนะครับ ได้แก่

ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ มีกิจกรรม ได้แก่

-การพัฒนาคนทำงาน โดยประชุมโสเหล่ปีละ 4-6 ครั้ง อาจจะเป็นรูปแบบของการประชุมคณะกรรมการกลุ่ม โดยแรก ๆ ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อตั้งคณะทำงาน จะได้แบ่งงานแบ่งหน้าที่ตามแผนงาน 4 แผนดังกล่าว , มีการเตรียมแผนงานที่ต่อเนื่อง , มีการติดตามการทำงาน  

-ด้านการดูงาน เพื่อเสริมภูมินั้น  ถ้าเรามีคณะกรรมการ คณะทำงานที่มั่นแก่นในแง่ของตัวจริงแล้ว เราจะไปดูงาน อาจจะเป็นที่ป่าสะแกราช ปักธงชัย นครราชสีมา หรือดูงานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมได้เสนอแพนด้าแค้มป์ บ้านไร่ อุทัยธานีเอาไว้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเครือข่ายที่เรารู้จักหน้าค่าตากัน (พี่มด คุณศิริพงษ์ โทหนองตอ056-596014 )  

                ยุทธศาสตร์ด้านการเผยแพร่และกระตุ้นพื้นที่ มีกิจกรรมได้แก่

                                -เวทีคืนข้อมูล  เป็นการจัดเวทีในหมู่บ้านเพื่อให้ชุมชนได้รับรู้กิจกรรมหรือผลงานของกลุ่มที่ได้ทำมา (ผู้ใหญ่ชัยพฤกษ์ชอบใช้คำว่า เวทีคืนความรู้สู่ชุมชน)  แต่คนทำงานต้องทำการบ้านก่อน เช่น รู้มั้ยว่าเขา(คนนอกที่เข้ามาในพื้นที่ หรือคนในพื้นที่เอง) มาเอาไปเท่าไร หมายถึงว่ามาเก็บของป่า หรือเห็ด หรือสารพัดที่อยู่ในป่าบ้านตลิ่งชันเอง (ในเวทีนั้น ท่านนายก อบต.เองพูดหยอกว่า ห้ามเก็บเห็ด )  

                                -พิมพ์สารานุกรมเพิ่มดีหรือไม่ เพื่อให้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนรุ่นต่อไป แต่อาจจะต้องมีการพัฒนาเช่นการเพิ่มข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ชื่อวิทยาศาสตร์ ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ 

                                -ถ้าเรามีข้อมูลอื่น ๆ เราลองทำหนังสือทำมือมั้ย  เป็นเรื่องราวสั้น ๆ แบบชาวบ้านทำเองได้ เช่น นกในป่าตลิ่งชัน  เห็ดในป่าตลิ่งชัน

                                -การทำป้ายต่าง ๆ ข้อบังคับ อนุรักษ์  ผ้าป่าสมุนไพร

                เรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น  ซึ่งหากจะทำกันจริง ๆ คงต้องมีการคุยกันมากกว่านี้ พอจะปิดเวทีเพื่อสรุปความคาดหวังจากการที่เราได้ร่างความคิด ร่างโครงการออกมานั้น องค์ประกอบหลักคือคนทำงานได้แก่คณะก่อการดี (ทีมทำ) , ทีมนำ (คณะกรรมการหมู่บ้าน) , ทีมหนุน (พี่เลี้ยง)  ซึ่งคณะก่อการดีนั้นน่าจะมีชื่อใครบ้าง พ่อผู้ใหญ่และพ่อสุธรรม ก็ว่ามีไว้แล้วในใจแต่ต้องไปคุยกันก่อน (ตรงนี้แหละที่ผมค่อนข้างประทับใจในความเป็นผู้นำชุมชน)  ส่วนทีมเรา (ผม ปุ๊ก เจี๊ยบ) คิดว่าหลังจากนี้คงจะได้มาอีกเพื่อติดตามความก้าวหน้า และพี่ร่าเริงก็ดูจะมี แรงจูงใจใคร่อยากทำ สูงเหมือนกัน จะได้เจอกันอีกน่าจะเป็นเดือนกรกฎาคม 2552 หลังสมัยประชุม อบต. นั่นคือน่าจะได้นำเสนอร่างโครงการเข้าสมัยประชุม อบต.เพื่อขอรับงบสนับสนุนตามเนื้อหาที่เราคุยกันได้

ปิดเวทีวันนั้นส่วนตัวผมเองคิดว่าผมประทับใจที่สุดในตัวของชุมชนเองที่มีความเป็นผู้นำสูง พี่แก้วก็มีคำชื่นชมจากสาธารณสุขอำเภอสร้างคอม เกี่ยวกับการประสานงานที่ดี (ปุ๊กเขาจะโทรตลอด)  และท้ายที่สุดคือเราหวังว่าไทบ้านคงไม่คิดอีกแล้วว่าเราจะมา เล่นเฮือนน้อย