เผลอชีวิต


ในบางครั้ง เราก็พลั้งเผลอกับชีวิต พลาดไปกับเรื่องราวบางอย่างบางประการ ยามใดได้คิดได้ใคร่ครวญว่า ชีวิตที่ดำเนินอยู่ในแต่ละขณะ ในแต่ละลมหายใจ ได้ทำสิ่งใดไว้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ ได้ยืนยันสิ่งที่ตัวเองได้คิดฝัน ก่อนที่จะไม่มีวันคืนและโมงยามได้กระทำตามความฝันเหล่านั้น แม้ในเศษเสี้ยวของโอกาส แม้ในท่ามกลางความจริงของชีวิตและความฝัน เราทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะได้ตั้งคำถามกับชีวิต ชีวิตของเราเอง

เผลอชีวิต

 

อ้างอิง - ภาพ Kati1789

ใครเคยเผชิญหน้า

กับสิ่งที่คาดไม่ถึงของชีวิต

โดยเฉพาะเมื่อต้องตื่นขึ้นมาในยามเช้า

 

เพื่อพบว่าตัวเอง ไม่ใช่บุคคลที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ หรือเผชิญกับคำถามที่คิดว่า ตัวเองตรวจสอบตรวจทานระมัดระวังดีแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นไป เมื่อต้องเผชิญหน้าคำถามอันเจ็บปวด เกิดอุบัติเหตุของชีวิต เกิดความสูญเสียความผิดพลาดของคนอื่น เกิดความซุ่มซ่ามที่ทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บพิการ ที่คิดว่าจะเสียชีวิตยังจะดีกว่า ที่ต้องทนนอนรอความหวัง

ในท่ามกลางความจริงของชีวิต

ท่ามกลางการดิ้นรนค้นหา

เพื่อให้ได้คำตอบมั่นคง

 

เราต่างเรียกร้องแสวงหา และต้องการได้คำตอบที่มั่นคงของชีวิตทั้งสิ้น ไม่นับความหวังว่า วันพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ วันหน้าต้องงดงามกว่าทุกวันที่เราต้องอดทน ต้องกัดฟันทนกับสภาพอันกดดันชีวิต อดกลั้นในทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองเหน็ดเหนื่อย หรือคอยให้กำลังใจตัวเอง

สำหรับความจริง

ที่ทุกชีวิตต่างต้องดิ้นรน

ดิ้นรนมากดิ้นรนน้อยก็สุดแต่เงื่อนไข

 

สุดแต่ปัจจัยของแต่ละชีวิตที่ประกอบขึ้นมา ไม่ว่ากันสำหรับปัจจัยเงื่อนในชีวิตที่ไม่มีใครกำหนดได้ อาจจะพยายามปรับปรุงแปรเปลี่ยน พัฒนาและหาทางลดข้อจำกัดของชีวิตให้น้อยลง แต่สุดท้ายเราก็ต้องเดินไป ก้าวย่าง และเผชิญหน้ากับความหวัง ที่เราแต่ละคนอยากให้เป็นจริง

ในความจริงของชีวิตอันยากลำบาก

เราล้วนใช้ร่างกายและจิตใจ

อย่างเผลอไผลในหลายครา

 

ใช้เพราะคิดว่า อดทนได้อดทนพอ หรือกระทั่งคิดเสมอว่า ความยากลำบากและการทำงานหนักไม่เคยฆ่าใคร ตามความเชื่อดั้งเดิมที่มองว่า การทำงานสร้างเงินแล้วจะสร้างสุข ขณะที่ความจริงในวันนี้ ที่เรากำลังเผชิญหน้ากันอยู่ กลับมีบทเรียนมากมายที่สอนเราว่า หากเราไม่ดูแลสมดุลย์ของชีวิตและร่างกายให้ครบถ้วน เราอาจไม่รอดพอจะเห็นความสำเร็จ

อาการเส้นเลือดแตก

อาการหัวใจล้มเหลวหัวใจวาย

อาการลมชักสมองตายหรืออัมพาตอัมพฤกษ์

 

ล้วนเป็นคำตอบเดียวกัน ที่โต้แย้งโดยตรงต่อความจริงอันประมาท พุ่งเป้าโดยตรงต่อความเชื่อมั่นอันมากมายเกินควร หรือคิดว่าชีวิตมั่นคงเพียงพอ จนไม่อยากคิดถึงวันพลาดพลั้ง วันผิดวันพลาดที่ชีวิตมองข้ามไป จนวันหนึ่งต้องมานั่งคิดใคร่ครวญว่า เราหน้าจะเป็นอย่างไร

ในความจริงที่ผ่านการทดสอบ

คำตอบของกายและจิต

ที่เราต้องเรียนรู้

 

ล้วนมีมากมาย เกินกว่าที่ความประมาท และความมั่นใจแบบประมาทจะคาดคิดได้ การทำความเข้าใจกับชีวิต ด้วยความตระหนัก ใคร่ครวญ เตือนตน และควรมั่นคิดเสมอว่า ไม่มีสิ่งใดแน่นอน ยั่งยืน หรือค้ำฟ้าค้ำฝนไปได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือสติและความตระหนักรู้ในแต่ละขณะ

 

 

ในหลายครั้ง

ที่ความสำเร็จของผู้คน

อาจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขาน

 

หลังจากค่ำคืนแห่งเสียงปรบมือผ่านชีวิตของเราไป พร้อมกับสภาพที่เราต้องอยู่ดูแลตัวเองเพียงลำพัง อยู่ดูแลร่างกายอันบอบช้ำ อยู่ดูแลหัวใจที่อ่อนแอ หลังจากผ่านโลกที่ปนเปื้อนด้วยเปลือกของความพลั้งเผลอ ด้วยเปลือกบางบางของความไม่เข้าใจ ที่คิดเพียงว่าวันนี้ชีวิตทำได้ วันหน้าเราก็คงจะทำได้อีก วันนี้มีเท่าไรใส่ให้หมด โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

คำตอบที่เราจะเรียนรู้ได้เอง

อาจเป็นความเจ็บปวด

ที่คอยทิ่มแทงใจ

 

หรือเป็นความผิดพลาดที่เรารู้ทั้งรู้ แต่ไม่ค่อยจะได้เตือนตัวเอง ไม่ค่อยจะได้มีโอกาสคอยตรวจสอบตรวจทานว่า มากเกินกว่าที่เราจะประคับประคองได้ตัวเองให้เข้าใจ และก้าวผ่านพ้นไป เพื่อพบว่า เรามีโอกาสในทุกลมหายใจ ที่จะคอยเข้าใจสิ่งที่มากเกินไป สิ่งที่น้อยเกินไป

หรือกระทั่งคิด

กำหนดลมในแต่ละการหายใจ

กำหนดความคิดในแต่ละการโลดแล่น

 

ท่ามกลางความคิดที่วิ่งวุ่นในหัวเรา ท่ามกลางการต้องตื่นเพื่อวิ่งสู้ฟัดในแต่ละวัน ท่ามกลางความฝันที่ยังไม่เป็นจริงในวันนี้ แต่เราอยากให้เป็นอยากให้เกิด เราจึงพยายามจะสร้างทุกสิ่งที่ฝัน หรือพยายามก่อทุกความหวัง ด้วยความว่า วันหน้าจะต้องดี หรือวันหนึ่งจะเป็นของเรา

ในความจริงที่แอบแฝงและแวดล้อมชีวิต

ผมเคยพบปรากฎการณ์ที่สำคัญ

ที่ชวนให้ต้องร้องไห้

 

พบกับอุบัติเหตุของเพื่อนฝูง ของคนที่เรารัก เห็นถึงโลกภัยที่พลัดพรากความผูกพันของชีวิต ทั้งในยามของคนหนุ่มคนสาว หรือในโมงยามของคนที่กำลังอยู่ท่ามกลางความสำเร็จของชีวิต อยู่ท่ามกลางความอบอุ่น ตามที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงได้รับ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้

ไม่นับรวมกับงานศพ

การพลัดพรากและสูญเสีย

เริ่มเป็นสิ่งที่เข้ามาตักเตือนชีวิตผม

 

วิ่งเข้ามาในขณะที่ผมหลงคิดว่าตัวเองยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต หลายครั้งที่เกิดขึ้นอุบัติเหตุ หลายครั้งที่เกิดความพลั้งเผลอ และหลายครั้งที่คิดว่าชีวิตมั่นคงเพียงพอ บททดสอบเหล่านั้นก็จะวิ่งเข้ามา เพื่อท้าทาย สร้างโจทย์และสร้างการเรียนรู้

ไม่มีสิ่งใดมากมายนักหรอกครับ

สำหรับความหวาดระแวง

ในวันที่ผมตื่นขึ้นมา

แล้วพบว่า ตัวเองเจ็บแขนขาอย่างหาเหตุไม่ได้

ที่ผมทำได้ในขณะนี้ คือ เตือนตนให้อยู่บนหนทางแห่งความจริง

 

 

หมายเลขบันทึก: 252553เขียนเมื่อ 1 เมษายน 2009 16:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 05:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี