นิทานวรรณคดีอีสานเรื่อง "ท้าวก่ำกาดำ" (เรื่องย่อ) ท้าวก่ำ มีรูปร่างอัปลักษณ์เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป แม้กระทั่งมารดาของตนก็เกลียดชัง จึงเอาไปลอยแพล่องน้ำ พระอินทร์บนสวรรค์มีความสงสารจึงเนรมิตส่งกาดำลงมาเป็นแม่นม คอยเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ท้าวก่ำจึงได้รับการขนานนามว่า "ท้าวก่ำกาดำ" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อท้าวก่ำกาดำเติบโตขึ้น ก็ได้อาศัยอยู่กับย่าจำนวน คนเฝ้าสวนของกษัตริย์ วันหนึ่ง ธิดาทั้งเจ็ดของกษัตริย์มาเที่ยวชมสวน ท้าวก่ำกาดำแอบดูนางทั้งเจ็ด แล้วเกิดผูกสมัครรักใคร่ นางลุน ธิดาคนสุดท้อง ท้าวก่ำกาดำมีความสามารถพิเศษในการร้อยดอกไม้และเป่าแคน จึงได้ร้อยมาลัยดอกไม้เป็นสื่อความในใจแล้วมอบให้ย่าจำนวนนำไปถวายนางลุน พอถึงเวลากลางคืนก็เป่าแคนไปเที่ยวในเมือง เสียงแคนอันแสนไพเราะของท้าวก่ำกาดำในเวลากลางคืนที่เงียบสงัดนั้น ลอยลมไปไกล จนกษัตริย์และนางลุนได้ยินทุกคืน ด้วยเสียงแคนอันไพเราะนี้ กษัตริย์จึงได้รับสั่งให้ท้าวก่ำกาดำเข้าเฝ้าเพื่อถวายการเป่าแคน ท้าวก่ำกาดำมีความภูมิใจมากได้ตั้งใจเป่าแคนอย่างสุดฝีมือ เป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์และนางลุน ซึ่งเป็นอานิสงฆ์ส่งให้ท้าวก่ำกาดำพ้นเคราะห์ กาดำได้ชุบร่างขึ้นใหม่ให้เป็นชายรูปร่างงดงาม และในที่สุดก็ได้นางลุนมาเป็นคู่ชีวิตสมดังปรารถนา เพื่อให้เห็นจริงเห็นจังถึงความไพเราะของเสียงแคนที่ท้าวก่ำกาดำได้เป่าถวายกษัตริย์และนางลุนฟัง จึงขอนำคำกลอนลำอีสานที่ได้พรรณนาถึงความไพเราะของเสียงแคนมาบันทึกไว้ ดังนี้ ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย อ้อยอิ่ง กินนะรีบุญมี เลยเป่าแถลง ดังก้องเสียงแคนดังม่วนแม่ง พอล่มหลูด ตายไปนั้นท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย คือเสียงเสพ เมืองสวรรค์ปรากฏดัง ม่วนก้อง ในเมือง อ้อยอิ่นเป็นที่ใจ ม่วนดิ้น ดอมท้าว เป่าแคนสาว ฮามน้อย วางหลามาเบิ่งเขาก็ปบ ฝั่งฟ้าว ตีนต้อง ถืกตอบางผ่อง ป๋าหลาไว้ วางไป ทั้งแล่นก็มีบางผ่อง เสื้อผ้าหลุด ออกซ้ำ เลยเต้นแล่นไปก็มีฝูงคนเฒ่า เหงานอน หายส่วงสาวแม่ฮ่าง คะนิงโอ้ อ่าวผัวฝูงพ่อฮ่าง คิดฮ่ำ คะนิงเมียเหลือทน ทุกข์อยู่ ผู้เดียว นอนแล้งเป็นที่ อัศจรรย์แท้ เสียงแคน ท้าวก่ำไผได้ฟัง ม่วนแม่ง ใจสล่าง หว่างเวฝูง (คน) กินเข่า คาคอ ค้างอยู่ฝูง (คน) อาบน้ำป๋าผ่า แล่นมา.... (นั่นละนา) นี้คือความไพเราะของเสียงแคน ที่ปรากฏในวรรณคดีพื้นบ้านภาคอีสาน ซึ่งแม้จะเป็น เรื่องแต่งที่มีคติธรรมสอนใจให้เกิดคุณธรรม คุณงามความดี โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริง เท่าใดนัก แต่ถ้าหากพิเคราะห์ให้ดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า "เสียงแคน" นั้นยังมีมนต์ขลังอยู่เสมอ และขอจบบทนี้ด้วยกลอนลำกำเนิดของแคนด้วยครับ (ลำ) แคนนี้เป็นของเลิศล้ำเก่าแก่ แต่เดิมมามื้อหนึ่งมีพระราชาเข้า ดงดอนนอนอยู่ในป่า กับทั้งอำมาตย์ไท้ พวกหมู่มนตรี ฝูงหมู่กวางฟานเม่น เห็นพระองค์โยงพ่ายแม่งหนึ่งไปฮอดเกี้ย ตีนตาดผาสูงเป็นขัวนัวคือเกี้ยว เขียมอารมณ์เป็นร่ม พระองค์เลยสะมิ่ง ง่วงเหง่าเหงานอน ฝูงหมู่เสนาเหง้า มนตรีน้อยใหญแต่นั้น พระหนึ่งต้น ตนผ่านพาราฟังยินเสียงกอย ๆ ร้องแกว ๆ กรวีก พ้อมด้วยเสียงนกเอี้ยง เฮียงฮ้องออหอสัมมะปิเสียงห้าว วาวโวแววโวฟังแล้วเลยสะม้อย อ้อยอิ่นในพระทัย ยินเสียงลมสะแวงต้อง นอนนันกรวีกพระองค์คิดแม่นแม่ง มักใคร่ในเสียงจึงได้หันตัดต้าน ถามขุนข้ามหาดไผจักตกแต่งตั้ง ทำสิ่งเป็นเสียงได้นอ? เฮ็ดให้เป็นของใช้ ดนตรีสีเป่ายังมีอำมาตย์ชั้น กวีเอกสาขา สองก็วางคำมั่น สัญญาเด็ดขาด พระองค็ก็พาไพร่โค้ง คืนสู่งกรุงสี มีสนมนั่งเฝ้า เรียงปางข้างเสิ่อ บัดนี้ จักกล่าวอำมาตย์เค้า ผู้รับอาสาคิดจนใจหลายมื้อ บ่มีหวนเห็นหุ่ง ลาวก็เข้าป่าไม้ ดงด่านอรัญญา แม่ง หนึ่งถึงแดนห้วย สวยลวยกล้วยป่าได้ยินน้ำสะท้าน โตนตาดเสียงดัง ยินสะออนฝูงกะเบื้อ บินเฟือแคมฝั่ง พักหนึ่งลมล่วงเท้า อ้ออ่อนแคมชล เลยสะออนใจเฒ่า เหงาไปเซือบหนึ่ง แต่นั้นลมพัดป้าน อ้ออ่อนปลายกุด ผ่องก็แจง ๆ แจ้ แวแววโว่หว่อ อีกประสบครั้งนั้น วันบ่ายพอดี นกเขาทอง เขาตู้ คูขันก้องสนั่น ลาวก็สะส่วยหน้า ลุกนั่งฟังเสียง เสียงตอยาวตอสั้น ปนกันน้อยใหญ่ ่ เฒ่าเลยคิดซวาดรู้ วิธีแต่งดนตรี เดี๋ยวหนึงวันมัวค้อย ทดทะสูงแสงต่ำ เลยเล่าหายเหตุร้อน นอนพ่างภรรยานกกาเวามันร้อง จองหองขายกอก ตัดเอาต้นไม้อ้อ สามคู่พอดี บ่อนหว่างทางกลางนั้น เจาะลงเป็นปล่องเมื่อนั้นเฒ่าก็หาเอาไม้ มาทำเต้าเป่าพอเมื่อเฒ่าสร้างแล้ว ก็ลองเป่าฟังเสียงทังแลนแจน ลันแจ้ อยากคือ เสียงกรวีกพอคิดแล้วเท่านั้น ตนพ่อเสนาเอาดนตรีให้ถวาย ภูวนัยดั่งว่าเฒ่าเลยนั่งตะแพยคู้ แล้งเป่าเอาถวายเสียงดนตรีดั่งได้ แกว ๆ ก้อง แก้วก่อพระราชาทรงตรัส " ใช้แคนแด่" เดี้ย ให้ท่านทำดีขึ้น ทูลถวายรายใหม่ในกาลครั้งนั้น คุณพ่อเสนาลาวจึงเพียรแปงสร้าง วางแปลนรูปใหม่ เฮ็ดไปถวายเทื่อนี้ 7 คู่ พอดี เพราะมันมีเสียงแก้ว แกว ๆ แจ้วแน่นแน่ ขุนก็ทำอีกครั้ง เป็นเทื่อที่สาม มีเสียงทองเสียงห้าว วาวแววแจ้วลั่นจั่น ลูกมันมีหมดเกลี้ยง 8 คู่งามขำทรงกระหายหัวย่าม เห็นงามแย้มพระโอษฐ์ มันได้มีแต่พุ้น สืบต่อกันมา คันบ่มีคำเว้า แคนไคไกลมอ อีกอย่างหนึ่ง ย่อน ดนตรีประเภทนี้ พาสว่างความอุก ชื่อว่าแคน แคน แล้ว หมดทั้งมวลมีแต่หม่วน แต่ครั้งศาสนาพระวิปัดสีเจ้า เที่ยวหาเซ็ดเนื้อในด้าวด่านไพร จรลีไปถึงเขตขวางเขากว้างจนเวลาเที่ยงค้ายหายจ้อยเครื่องเสวยมีหมู่ยูงยางดกดู่แดงดวงดั้วลมพัดมาฮ่าว ๆ เย็นจ้าวหน่วงตึง อรชรลมโรย ล่วงโชยมาเต้าพร้อมอาศัยที่นั้นในฮั่นสู่คนเลยนิทรานอนหลับเซือบไปคราวน้อย จับอยู่เทิงหง่าไม้ไฮฮ้องส่งเสียงเสียง ออ ๆ อีๆ วี่แววแจวจี้ มีทั้งโอ่และโอ้ โออ้อยอิ่นออยภูวไนยนอนหลับตื่นมาฟังแจ้ง เลยกระสันสว่างเศร้า เบาเนื้อห่างแคนในสำเนียงของนก ที่บรรเลงนั้นพร้อมประกาศบอกชี้เชิญมิ่งช่วยฟังให้คือสำเนียงนกเป่าฟัง กันได้ เฮาพระองค์สิให้สินจ้างค่าพันเข้ารับบัญชาทำถวาย ดั่งใจจงอ้าง ในโอกาสครั้งนั้น ตะเว็นส้วยอ่อนลง จรลีถึงเมืองนั่งปองเป็นเจ้า พระองค์กะยังอ่าวเอื้อเสียงนั้นอยู่บ่เซา หาตรึกตรองปัญญาท่าใดสิทำได้ เลยมุ่งออกจากฮ่องเฮือนย่าวห่าวไป เดินดุ่งคาคาวไกล เมื่อยแคนคาวแค้น มีสาขาหน่ออ้อ ซ่อซ้องทั่วดานอยู่ในวัง มีแต่ปูปลาหอย ล่องลอยชมก้อนเฒ่าก็นั่งจ้อก้อ ลงหั่นเมื่อยเซาปานคนกินสุราท่าเมาเยาย้อน ใจคนึงบ่แล้ว วิธีสร้างแต่งการ เสียงมันดัง วี วุด วู่ แวว แอว แอ้ เป็นเพราะปล้องไม้อ้อ ยาวสั้น บ่าข่ากันฝูงแมงอีกาเลน เผ่นบินมาฮ้องฝ่ายอำมาตย์ผู้นั้น นอนแล้วตื่นมา ฟังสำเนียงลมพัด เป่าตอลำอ้อทั้งเรไรต่างเชื้อ ประสมเข้าม่วนหู ตามดั่งองค์ภูมี มอบหมายมานั้น ลาวจึงไต่ต้าว คืนเข้าสู่นครจนเวลาสูนสาง สว่างมายามเช้า ลาวก็ชอกได้พร้า ประดาเข้าสู่ไพร ทั้งเหลา ซี แทง เลาะ ข้อเสียงหมดเกลี้ยงเจาะรูแพงส่องแล้ว เลยเหน็บลิ้นตื่มแถมเฮ็ดคือนมผู้เฒ่า เป็นเป้าอยู่กลางมีสำเนียง ออแอ วี่แวแววแว คันว่าแม่น ผิด ก็มีเสียงเล็กน้อยพอสิได้ค่าพันเลยไววาเมือฮอด โฮงพระยาเจ้าทางมหาราชเจ้า จึงจำเฒ่าเป่าดู ทำท่าไกวหัว หาง ย่างจำเอา ไว่ ๆ เอาบ่น้อ สำนี้ พระองค์เจ้าว่าจั่งใด๋ ขุนเจ้ายังปุนแปงเฮ็ดเกิดเป็นปานนี้ เฮาก็ยังสิให้สินจ้างค่าพันก็จึงอำลา คืนคอบเฮือน เร็วฟ้าวประดิษฐ์ใหญ่ขึ้นหน้า จะแจ้งยิ่งทวองค์พระภูมี ตรัสว่า "แคน ๆ" แล้ว เฮ็ดมาถวายอีกแม้ ให้ดีกว่าเทื่อหลัง มีทั้งงาม จบดี ครบ กระบวน ควรย่อง เสี้ยงทุ้มยู้ก็พ่องนั้น หันขึ้นวึ่นเสียง ขุนเมือง นำเมื่อถวาย ทอดพระกรรวันท้ายโปรดว่า "แคนแท้แล้ว" คราวนี้ท่านขุน ย่อนว่าราชาตรัส ว่า "แคนแคน แล้ว"ก็แม่นกรวีกร้อง ของแท้อีหลีพาให้หายความทุกข์ ยากแคนแสนแค้น เพิ่นจึงม้วนใส่หั่น คำนั้นว่า "แคน" ..... … จากบทความ หนังสือสูจิบัตร งานอนุรักษ์ส่งเสริมและถ่ายทอดวัฒนธรรมแคน การประกวดเป่าแคนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ปี 2541
เสนอแนะครับว่า ตรงชื่อเรื่อง แทนที่จะตั้งชื่อว่า "นิทานพื้นบ้านอีสาน"
น่าจะนำชื่อเรื่องของนิทาน ใส่เข้าไปด้วยนะครับ
จะได้ดูง่าย ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จะได้คลิกได้สะดวกขึ้น
อย่างเช่น ในหน้า
http://gotoknow.org/blog/nitanesan/251935
http://gotoknow.org/blog/nitanesan/251908
2 หน้านี้ ตั้งชื่อเรื่องเดียวกัน คือ "นิทานพื้นบ้านอีสาน"
เห็นชื่อเ้หมือนกัน นึกว่า อ่านแล้ว หรือท่านโพสต์ซ้ำกัน
ทั้งที่ความจริง คือ คนละหัวข้อเรื่อง
--- อยู่ที่ห้วยเม็กหรือครับ
ไปหนองกุงศรีคราวหน้าจะได้หาโอกาสแวะเยี่ยมครับ
1. นายบอน@kalasin
คนดีย่อมได้รับความเมตตาจากเทวดา นะคะ (:
สวัสดีตอนหัวค่ำ ครับครูแอน