ผมยอมรับว่า หากไม่พบคุณเจี๊ยบ - สุมลรัตน์ พยาบาลประจำ รพ.พุทธมณฑล ในงานมหิดลวิชาการ ผมคงไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานชุมชนครั้งนี้ ที่สำคัญเป็น รพ.ที่ไม่ไกลจาก ม.มหิดล ศาลายา ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ทุกท่านจากเครือข่าย รพ. พุทธมณฑล ครับ
ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ที่เป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาระบบคุณภาพการบริการสร้างเสริมสุขภาวะแก่ชุมชนนี้เกินสิบปี อาจารย์แนะนำว่า เราต้องทำงานหนักในฐานะนักวิชาการจากรั้วมหาวิทยาลัยและเรียนรู้ "ชีวิตและสุขภาวะในชุมชน" ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เครือข่าย รพ. ชุมชน แห่งนี้มีการพัฒนากลยุทธ์ที่เน้นการส่งเสริมสุขภาวะจากคนในชุมชน แต่ทัศนคติของแต่ละคนเรียนรู้และปรับตัวแตกต่างกันและไม่สามารถหาหลักการใดๆ นอกเหนือจากลงมือปฏิบัติจริงในชุมชน
มหาวิทยาลัยอาจจะก้าวสู่การเป็นสถาบันวิจัยหนึ่งในร้อยของโลก แต่การวิจัยบนพื้นฐานของการพัฒนาทีมนักวิชาการที่ทำงานร่วมกับคนในชุมชน (โลกของการสร้างองค์ความรู้จากการลงมือกระทำจริงๆ) นั้นสำคัญไม่แพ้กันครับ ผมคิด
หลังจากที่ทาง รพ. ได้เปิดงานโดยเชิญท่านนายอำเภอมากล่าวเปิดและตัดปล่อยลูกโป่ง ผมประทับใจความร่วมมือกันระหว่างผู้จัดงานและผู้ร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนา ท้องน้ำที่มีนกกระจาบสีทอง เวทีกลางสนาม มีการจัดซุ้มขนมครก ขนมตาล และอื่นๆ อีกมากมาย
วันนี้ผมตั้งใจจะแนะนำ "กิจกรรมบำบัดในการจัดการสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน" ในเวลา 3 ชั่วโมงๆ ละ 1 กลุ่มที่ประกอบด้วยผู้สนใจกลุ่มละไม่เกิน 15 คน หลักการจากการเรียนรู้ Self-Management จาก Australia ใช้ไม่ได้ผลนักในการจัดคิวกลุ่ม เพราะโฆษกประกาศว่า ดร.ศุภลักษณ์ จากคณะกายภาพบำบัดฯ ม.มหิดล จะมาให้กิจกรรมบำบัดแก่ผู้สูงอายุที่มากันแบบเครือข่ายและจิตอาสาช่วยเหลือกันในเรื่องกิจกรรมเพื่อสุขภาพ ทำให้ผมต้องปรับเปลี่ยนจัดรอบเดียว สามชั่วโมงเต็ม มีกัน 3 กลุ่มๆ ละ 9 คน รวมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพยาบาลอีก 5 ท่าน ประทับและขอบคุณมากครับที่ช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากมาย
ประเด็นที่ผมคิดและวางแผนมา คือ เน้นให้ผู้สูงอายุคิดบวกและสร้างความมั่นใจในการจัดการสุขภาพของตนเอง แม้ว่าจะมีโรคประจำตัว แต่ให้อยู่กับโรคนั้นๆ อย่างมีความสุขและมีความสามารถทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ที่เรียกว่า อยู่อย่างอายุยืนและเป็นการสูงอายุที่ประสบความสำเร็จด้วยการจัดการตนเอง (Self-Managment for Successful Aging)
ผมคิดว่าการจัดกลุ่มให้ความรู้ทางสุขภาพคงทำให้ผู้สูงอายุที่มีความขยันและดูแลสุขภาพดีอยู่แล้วนั้นสามารถต่อยอดความรู้ในการดำเนินชีวิตอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่อยากให้ทำกิจกรรมที่มีการส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย ความคิด ความเข้าใจ และการลงมือปฏิบัติแบบถ่ายทอด ซักถาม และสนทนาตามประสาพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตและการจัดการสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน
แต่จากการสังเกต ลองกระบวนการจัดกลุ่มแบบ Interactive Learning and Social Participation ยังไม่ได้ผลมากนัก เพราะกลุ่มที่มีมากเกินไปทำให้ผมสนใจและดึงสมาธิของผู้ร่วมกลุ่มค่อนข้างยาก จาก 28 ท่านเหลือจนถึงตอนปิดกลุ่มแล้วถ่ายรูปกันไม่เกิน 18 ท่านครับ และได้เรียนรู้ว่าควรจัดกลุ่มเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุเบาหวาน ผู้สูงอายุที่สนใจความรู้ด้านสุขภาพและมีโรคประจำตัวเล็กน้อย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญควรจำกิจกรรมแบบ Circuit Training and Reflection มากขึ้น บังเอิญผมเตรียมกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมเพียงอย่างเดียว คือ การใส่ปลอกพลาสติกจับคู่สีแข่งกัน 3 คน แล้วสลับสมาชิกในแต่ละกลุ่ม
กิจกรรมอื่นๆ ที่ทุกคนได้ระดมความคิด แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงออกให้ผมจับประเด็นของกระบวนการจัดกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมชุมชนเพื่อสุขภาวะแห่งนี้ คือ
- ทุกคนสนใจซักถามความรู้ด้านสุขภาพ เช่น วิธีการแก้ไขอาการปวดเข่า ปวดหลัง ตะคริว ไอเรื้อรัง
- การให้ลองจับชีพจรด้วยตนเองก่อนและหลังเดินวนรอบเก้าอี้ เดินช้าๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นาน 6 นาที ส่วนใหญ่จะจับชีพจรได้ถูกต้องและเดินอย่างช้าๆ ช่วงแรก และเร็วๆ ช่วงท้าย
- การฝึกหายใจเข้าออกนับเป็นหนึ่งครั้ง อย่างละ 5 วินาที จนค่อยๆ ทำได้ 6 ครั้งต่อนาที แต่ค่อนข้างยากในการสอนให้เข้าใจและฝึกแต่ละคน ส่วนใหญ่จะตอบคล้ายๆ กันว่า ได้ 6 ครั้งต่อนาที ซึ่งมองแล้วเหมือนนั่งเฉยๆ แต่บางท่านที่ Active ก็จะนับได้ 5 บ้าง 10 บ้างครับ
- การฝึกสมองด้วยเกมส์เคลื่อนลำดับไม้ 5 ชิ้นที่เรียงจากเล็กไปใหญ่ ผมอาจจะอธิบายไม่ชัดเจนและมีของเพียงหนึ่งชิ้น ทำให้มีผู้สนใจจริงๆ ที่เห็นคุณค่าของกิจกรรมบำบัดฟิตสมองเพียง 5 ท่านจากทั้งหมด
- ทุกคนสนใจกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม มีการหัวเราะ เคลื่อนไหวแข่งกัน ร้องเพลง ปรบมือ ได้อย่างประทับใจและสนุกสนาน มีการช่วยเหลือกันระหว่างผู้สูงอายุจิตอาสา (ชมรมเครือข่าย) ผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ชมรมแต่สนใจสุขภาพ และผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกเครือข่าย
- การนั่งผ่อนคลาย หลับตาและเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ตามการหายใจ ในท้ายสุด พร้อมลืมตาหลังจากการทบทวนและวางแผนคิดกิจกรรมที่ช่วยจัดการสุขภาพของตนเองต่อไป
- กิจกรรมที่จัดมากมายดึงดูดผู้สูงอายุได้ระดับหนึ่ง แต่ควรเน้นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มิใช่ตั้งโจทย์ให้คิดและพูดมากเกินไป แม้ว่าจะเป็นการสำรวจสุขภาพและการทำกิจกรรมที่มีคุณค่าในชีวิตจริงก็ตาม ที่สำคัญควรมีกิจกรรมเด่นๆ ที่ทำให้คิดตามง่ายๆ และนำกลับไปทำต่อเลย ควรจัดไม่เกิน 3 กิจกรรมหลังจากสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดและผู้ร่วมกลุ่มกิจกรรม เวลาที่ใช้ไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อครั้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุเบาหวานจะมีความสนใจไม่นานนัก
ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะจัดกิจกรรมบำบัดแบบกลุ่มที่มีเป้าหมายให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการสุขภาพของตนเองและมีสุขภาวะที่ดีอย่างประสบผลสำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่ผมคิดว่าจะนำ "หลักสูตรนอกมหาวิทยาลัย หรือ หลักสูตรมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต" ไปถ่ายทอดและฝึกปฏิบัตินักศึกษากิจกรรมบำบัดหรือวิชาชีพอื่นๆ ต่อไปครับ ผมคิดว่าคงไม่หยุดเรียนรู้บทเรียนแค่นี้ แต่จะพยายามช่วยเหลือชุมชนนี้ต่อไปอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าการได้ ดร. กิจกรรมบำบัด ยังต้องเรียนรู้ต่อไปอีกอย่างไม่จบสิ้นครับ
น่าสนใจมากค่ะ อาจารย์ป๊อป
ขอบคุณมากครับนศ.OTMU01 ที่สนใจครับ
น่าสนุกดีครับ งานชุมชนมีสีสันและชีวิตชีวิตชีวาเสมอครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ดีจากน้องสุภัทรครับ
เป็นกำลังใจให้นะคะ
อะไรๆๆในห้องเรียน มันยังน้อยไปเมื่อเทียบกับโลกจริงๆ
การทำงานกับผู้สูงอายุ ยากนะคะ แต่ท้าทายความสามารถมากเลยทีเดียว
ผู้สูงอายุมักชอบอะไรที่เห็นจริง ได้จริง ตื่นตาตื่นใจ แต่ต้องไม่ตกใจ อิอิ
สู้ๆค่ะ
ขอบคุณครับคุณ Blue Sky