ปกติการเดินทางกลับจาการปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยกาญจนบุรี
ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ณ กาญจนบุรี
ที่ไทรโยคนั้น จะใช้รถบริการของศูนย์ฯ
แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่ผ่านมา
เป็นช่วงของเก็บข้อมูลงานสนาม
ทำให้ต้องเดินทางกลับศาลายาด้วยรถประจำทาง แต่ศุกร์นี้ (2 ธันวาคม
2548) โชคดีเพราะได้มากับรถเช่าที่มารับอุปกรณ์สำหรับการเก็บข้อมูล
และรับเราไปส่งที่สถานีขนส่ง ซึ่งอยู่ในอำเภอเมือง
ได้นั่งคู่กับลุงคนขับผู้เป็นเจ้าของรถอายุราว 50 ปี แววตาใจดี
พอรถเริ่มออกจากศูนย์ฯ บทสนทนาก็เริ่มขึ้น
ลุงเล่าว่าขับรถให้พนักงานสัมภาษณ์เก็บข้อมูลมา 4 ปีแล้ว
ซึ่งใช้เวลาปีละประมาณ 2 เดือน จนตอนนี้สร้างบ้านได้หลังหนึ่ง
ลุงเล่าว่าพอเสร็จงานแต่ละปี ก็ซื้ออุปกรณ์สำหรับสร้างบ้านเก็บไว้
ปีหนึ่งซื้อหน้าต่าง พอได้เงินมาอีกก็ซื้อปูน
อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมไม่รอเก็บเงินให้พอก่อนแล้วค่อยสร้างบ้าน
เพราะเกรงว่าบานหน้าต่างจะโดนปลวกจัดการไปเสียก่อน
ลุงบอกว่ามีเงินก็ซื้อเก็บไว้เลยเดี๋ยวของจะแพงขึ้นอีก
แกขอบอกขอบใจ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ที่ช่วยแกสร้างบ้านได้สำเร็จ
จากนั้นเรื่องราวต่างๆก็พรั่งพรู
ครอบครัวลุงมีพี่น้อง 13 คน มีอาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย
ไม่คิดจะไปทำอย่างอื่นเพราะไม่ชอบให้คนอื่นมาเป็นนาย
แกทำนาเป็นนายตัวเอง ไม่มีใครมาสั่ง สบายใจดี
ข้าวที่ปลูกบนที่นายี่สิบกว่าไร่ ปีละ 2 ครั้ง
ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินได้ตลอดปี
ที่เหลือก็ขายได้เป็นเงินค่าใช้จ่ายในครอบครัว
ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ทำนา น้องชายของลุงหัวคิดก้าวหน้า
มีอยู่ปีหนึ่งน้องชายเรียกใช้บริการรถเกี่ยวข้าวและคงเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยให้คนเราสบายกายขึ้น
จึงหาซื้อรถเกี่ยวข้าวเก่ามาราคาสองแสนบาท ปัจจุบันใช้ทำมาหากิน
ซ่อมโน่นเพิ่มนี่ก็หมดไปเป็นล้าน
แต่คงคืนทุนพร้อมกำไรมาพอสมควรแล้ว
ลุงใช้ชีวิตอยู่กับภรรยา ไม่มีลูก แม้ว่าจะไม่มีภาระเรื่องดูแลลูก
แต่ก็วางแผนใช้ชีวิตตัวเองไว้อย่างดี
ลุงซื้อรถกระบะมือสองเลือกรุ่นประหยัดน้ำมัน
ทนทานตามที่ได้ศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี ใช้ขับเพื่อทำงานมาสิบแล้ว
สภาพรถยังดีจึงมีคนมาขอซื้อต่อ ให้ราคาดี แต่ลุงก็ไม่ขาย
เพราะไม่อยากสร้างหนี้ด้วยการซื้อรถใหม่
แม้ว่าจะมีรถคันโปรดอยู่ในใจก็ตาม ตอนนี้สร้างบ้านใหม่เสร็จแล้ว
ก็เตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุด้วยการทำงานเก็บเงินไว้ดูแลตัวเองและภรรยายามแก่เฒ่า
ด้วยความที่ภรรยาเป็นคนสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อจึงอยู่ด้วยกันมามีความสุขดี
ลุงบอกว่าถ้าคนสองคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน คนหนึ่งมีแต่ความอยากได้
ฟุ้งเฟ้อ อีกคนหนึ่งไม่อยากได้ ก็ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้
เลยได้ข้อคิดเรื่องเลือกคู่มาอีกหนึ่งข้อ
คุยกันมาสารพัดเรื่องก็จวนจะถึงสถานีขนส่ง
ประโยคสุดท้ายลุงพูดก่อนเลี้ยวรถมาจอดหน้าสถานีให้เราขึ้นรถได้สะดวก
ถ้าคนเรารู้จักพอก็มีความสุข”
ทำให้นึกถึงพระราชดำริของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ที่สอนให้คนไทยทุกคนรู้จักทำงานและใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์
ก่อนจะลงจากรถก็ไม่ลืมที่จะถามชื่อสารถีใจดีคนนี้ที่ชื่อ “ลุงแข่ง” จึงขอนำเรื่องราวดีๆ
ของลุงมาเล่าต่อ
และขอบคุณลุงแข่งที่พาเรามาส่งอย่างปลอดภัยและช่วยเตือนสติให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
(จงจิตต์ ฤทธิรงค์, เรื่องของลุงแข่ง:
ข้อมูลที่ไม่ต้องสัมภาษณ์แต่นำไปใช้ได้จริง,
จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา, ปีที่ 26 ฉบับที่ 4)