ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้

สมุนไพรพื้นบ้าน : ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านภาคใต้

สมุนไพรพื้นบ้าน  :  ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านภาคใต้

 บทความโดย  สุจิตรา  หนูชูและคณะ

1  มีนาคม  2552

            สมุนไพรพื้นบ้าน   ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ   ซึ่งในปัจจุบันสมุนไพรพื้นบ้านกำลังอยู่ในกระแสความนิยมของสังคมอีกครั้ง   เมื่อผู้คนในสังคมเริ่มกลับมาแสวงหารากเหง้าอันดีงามของตนเอง  

สมุนไพรพื้นบ้านกับการยอมรับ

                คำว่า สมุนไพรหรือ  (Herbs) สามารถให้ความหมายได้หลายด้าน ได้แก่ ถ้าเป็นทางด้านพฤกษศาสตร์ หมายถึง พืชมีเมล็ดที่ไม่มีแก่นไม้และตาย เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลปลูก แต่ถ้าใช้เกี่ยวกับอาหาร สมุนไพร  จะหมายถึงเครื่องเทศหรือผักที่ใช้แต่งกลิ่น รสชาติของอาหาร ซึ่งในวางการยาสมุนไพรจะหมายถึง ยาที่มาจากพืช ส่วนในทางกฎหมายสมุนไพรจะถูกจัดแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มพิเศษ คือ กลุ่มอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้น เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคหรือป้องกันโรคจึงจะจัดเป็นยา สำหรับประเทศไทยนั้นพระราชบัญญัติยา  (พ.. 2510)   ได้ให้ความหมายว่า   สมุนไพร   คือ   ยาที่ได้พฤกษชาติ  สัตว์  หรือแร่  ซึ่งมิได้ผสม  ปรุง  หรือแปรสภาพ[1]

                ในอดีตสมุนไพรพื้นบ้าน  เป็นที่ยอมรับของคนไทยเป็นอย่างมาก  คนไทยในสมัยโบราณได้นำสมุนไพรพื้นบ้าน  มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ทั้งในเรื่องการทำอาหาร   การบำรุงร่างกาย   เสริมความงาม   จนถึงการรักษาโรค   ล้วนแต่ใช้สมุนไพรพื้นบ้านทั้งสิ้น   สมุนไพรพื้นบ้านจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทย

                ในเวลาต่อมา  เมื่อภาครัฐมีการพยายามพัฒนาสังคมไปสู่ความเจริญก้าวหน้า  ทำให้สังคมไทยเปิดรับต่อการเข้ามาของเทคโนโลยี  หลงเชื่อเลื่อมใสศรัทธาในหลักการวิทยาศาสตร์  สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาบ่อนทำลายภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยจนเกือบจะหมดสิ้น  โดยเฉพาะภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน  จากอดีตที่ชาวบ้านได้ใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดกับตนเองและครอบครัว  เมื่อการพัฒนาเข้ามา  ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อในองค์ความรู้  ไม่เชื่อในศักยภาพของตนเอง  จนเปลี่ยนวิถีจากการรักษาโรคด้วยตนเอง  ด้วยยาสมุนไพร  มาเป็นการพึ่งพาแพทย์  พึ่งพายาแผนปัจจุบัน  ที่ต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากมาย  จนตัวยามีราคาสูง  ก่อเกิดเป็นปัญหาต่างๆ  ตามมาอีกมาก    จากการเร่งรัดการพัฒนาในด้านต่างๆ  ของภาครัฐ  ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมในด้านลบอย่างเห็นได้ชัด    ผู้คนในสังคมอาศัยอยู่อย่างไม่มีความสุข  สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนในสังคมหันกลับมาหาหากเหง้าอันดีงามของตนเอง  เฉกเช่นที่เคยมีมาในอดีต 

                สมุนไพรพื้นบ้าน  ถือเป็นรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาของคนไทยอย่างหนึ่ง  ที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันแสวงหา  ทั้งจากการประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อม  ปัญหาสารเคมีที่คอยบั่นทอนสุขภาพ  ทำให้ผู้คนในสังคมปัจจุบันต้องการหลีกหนีให้ห่างจากสภาพปัญหาต่างๆ  เหล่านี้  จนก่อเกิดเป็นกระแสใหม่ขึ้นในสังคม  เป็นกระแสแห่งการดูแลใส่ใจสุขภาพ  ปราศจากสารเคมี  โดยการหันมาสู่ธรรมชาติ  ทำให้สมุนไพรพื้นบ้านกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง  ทั้งในแง่ของการนำมาปรุงแต่งเป็นอาหาร  บำรุงร่างกาย  เสริมความงาม  หรือแม้กระทั่งแต่การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค  ก็กลับมาได้รับความนิยมในสังคมมากขึ้น 

               

โลกทัศน์และชีวทัศน์ของหมอชาวบ้าน

                จากอดีตจนถึงปัจจุบัน  ถึงแม้สมุนไพรพื้นบ้านจะอยู่ในกระแสความนิยมของสังคมหรือไม่  แต่หมอยาพื้นบ้าน  หมอที่ใช้องค์ความรู้ของตนเองในเรื่องยาสมุนไพรพื้นบ้าน  ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์  การฝึกฝน  จนสามารถได้องค์ความรู้ที่นำมาใช้ในการรักษาผู้คนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ด้วยวิถีแห่งธรรมชาติ  ต่างใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษาโรคให้แก่ตนเองและครอบครัวตลอดมา

                หมอยาพื้นบ้านจะเชื่อและให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพร  ที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้  เชื่อว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่ได้จนถึงวันนี้  ก็เพราะธรรมชาติ  ธรรมชาติเป็นผู้ให้ปัจจัยสี่แก่มนุษย์  ให้ที่อยู่อาศัย ให้อาหาร  ให้เครื่องนุ่งห่ม และให้ยารักษา  มนุษย์จะอยู่ในโลกใบนี้ไม่ได้  หากขาดทรัพยากรธรรมชาติ 

                แต่ปัจจุบันนี้  มนุษย์ได้เป็นผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติลงไปมาก  พืชสมุนไพรหลากหลายชนิดที่บรรพบุรุษใช้รักษาโรคต่างๆ  กันมา  กลับกลายเป็นพืชหายาก  บางชนิดก็สูญพันธุ์ไป  ทำให้ขาดพืชหลายชนิด  ที่จะใช้ในการรักษาโรคในปัจจุบัน  เมื่อไม่มีพืชสมุนไพร  ทำให้หมอยาพื้นบ้านต้องพึ่งพาพืชสมุนไพรจากภายนอกโดยการซื้อ  เพื่อนำมาประกอบเป็นยาสำหรับใช้ในการรักษา  สำหรับสมุนไพรบางชนิดที่ไม่สามารถหาได้ในท้องถิ่นเช่นในอดีต  ที่บรรพบุรุษสามารถหาสมุนไพรพื้นบ้านได้โดยง่าย

                หมอยาพื้นบ้านเชื่อว่า  ตนคือผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติ  ถือแม้จะนำพืชสมุนไพรมาใช้  ก็ใช้อย่างทะนุถนอม  และเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในแง่ของการทำบุญ  คือ  นำมาใช้เป็นยาสำหรับการรักษาผู้ป่วยให้หายจากอาการทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยที่กำลังประสบอยู่ 

                หมอยาพื้นบ้านต่างมีความเห็นและเชื่อตรงกันว่า  ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

 

หมอชาวบ้านกับการเรียนรู้  :  กระบวนการสู่องค์ความรู้

                หมอยาพื้นบ้าน  ส่วนใหญ่จะเติบโตขึ้นจากชนบท  ที่มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย  พึ่งตนเองในด้านๆ  เช่น  เรื่องอาหารการกิน  ก็จะทำกินแบบง่ายๆ  พออยู่พอกิน  มีการเลี้ยงสัตว์  ปลูกพืชไว้ใช้บริโภคเองภายในครัวเรือน    เรื่องข้าวของเครื่องใช้  จะทำขึ้นใช้เอง  ไม่นิยมที่จะซื้อมาใช้  เช่น  กระด้ง  ตะกร้าใส่ของ  ก็จะสานขึ้นใช้เองจากวัสดุต่างๆ  ที่มีอยู่ในท้องถิ่น   เหล่านี้เป็นต้น 

                จากวิถีแห่งการพึ่งตนเองในด้านต่างๆ  ล้วนแสดงให้เห็นถึงการพึ่งตนเองของชาวบ้านในชนบทที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน  ทำให้ชีวิตมีความผูกพันอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ   ประกอบกับความสำนึก  ความพอใจของในตัวตนของตนเอง  ทำให้มีความสนใจในทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบๆ  ตัว  ที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างหลากหลายสำหรับการดำเนินชีวิตของตนเองและครอบครัว

                จากความใส่ใจและการเล็งเห็นถึงประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ  ทำให้หมอยาพื้นบ้านภาคใต้  ยังคงสานต่อภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรพื้นบ้านต่อจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของตนเอง  ที่ได้ส่งต่อมาเป็นทอดๆ  จนมาถึงรุ่นของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็น  นางคลิ้ง  บุญวิจิตร , นางตุ้ย  ทองเสนอ, นางปุหร่าย  ฆังคะมณี, นายสนิท  ควนกล้า  และนางละเอียด  คงสุด  ที่ต่างได้เริ่มต้นเรียนรู้การทำยาสมุนไพรพื้นบ้านในรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่เด็กๆ จากบรรพบุรุษของตนเอง 

                เริ่มจากการเป็นผู้รับการใช้ยานั้นยามเจ็บป่วย  ไม่สบาย  พ่อแม่  ปู่ย่าตายาย  ก็จะไปเก็บพืชสมุนไพรที่อยู่รอบๆ  บ้าน  มาทำเป็นยารักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วยเหล่านั้น  ก่อเกิดเป็นความสงสัย  ความอยากรู้เกี่ยวกับยาที่นำมาให้กิน  จึงเกิดการซักถาม  แลกเปลี่ยน  พูดคุยกัน  จึงทำให้มีข้อมูลในยาสมุนไพรนั้นๆ  

                เมื่อหมอยาพื้นบ้านได้มีครอบครัวเป็นของตนเอง  จึงได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพรจากพ่อแม่  ปู่ย่า  ตายาย  มาเป็นผู้ให้การรักษาแก่ตนเองและบุตรหลาน โดยใช้ความรู้ที่ตนเองมีอยู่มาปฏิบัติจริงอย่างเต็มตัวในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  หากรู้สึกว่าสมุนไพรชนิดใดมีคุณสมบัติไม่ดี  ไม่เหมาะสมกับโรค  ก็จะเปลี่ยนไปทดลองใช้ชนิดอื่นๆ  โดยปราศจากการเรียนรู้จากตำราใดๆ 

                แตกต่างกับนายเมฆ  เวชภัณฑ์   นายสุเทพ  ขวัญปาน  และนายประกอบ  อุบลขาว  ที่นอกจากจะเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องจากสมุนไพรพื้นบ้านจากพ่อแม่  ปู่ย่า  ตายายของตนเองแล้ว  ยังเริ่มต้นเรียนรู้จากตำราวิชาการเรื่องยาสมุนไพรต่างๆ  ที่บรรพบุรุษของตนเองได้รวบรวมความรู้เรื่องยาสมุนไพรพื้นบ้านไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร  ทำให้สามารถนำมาข้อมูลที่เป็นความรู้ของบรรพบุรุษเหล่านั้น  มาเรียนรู้เพิ่มต่อยอดกับข้อมูลของตนเอง  จนก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ 

                หมอยาพื้นบ้านภาคใต้ต่างมีความสนใจและเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ  แตกต่างจากนายเมฆ  เวชภัณฑ์  ที่หันมาเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพร  จากที่ลูกต้องป่วยเป็นลมชัก  หาหมอรักษาก็ไม่หาย  จึงทำให้ตนเองหันหน้าสู่ยาสมุนไพร  จนเป็นหมอยาสมุนไพรในที่สุด   นายสลับ  เองเพชร  ก็เช่นกัน  ที่หันมาเรียนรู้เรื่องจากสมุนไพรจากการที่น้องของตนเองต้องประสบกับโรค  หากหมดก็ไม่หาย  ตนจึงหันหน้าหาสมุนไพรพื้นบ้าน

                ถึงแม้การเริ่มต้นการเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรของหมอยาพื้นบ้านจะแตกต่างกัน  แต่ต่างก็แสวงหาความรู้เพิ่มเติมมาตลอด  ทั้งจากการซักถามจากผู้รู้เรื่องยาสมุนไพรต่างๆ  เกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้นใหม่ๆ  จะใช้ยาสมุนไพรอะไร  และอย่างไร  ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากข่าวสารที่ได้รับจากสื่อต่างๆ  ที่เริ่มมีมากขึ้น  เช่น  โทรทัศน์  วิทยุ  หนังสือ  เป็นต้น  ทำให้สามารถนำข้อมูลที่ได้มารวมกับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่   จนก่อเกิดเป็นองค์ความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคที่เป็นแบบเฉพาะของตนเอง

                จะเห็นได้ว่า  ยาสมุนไพรพื้นบ้านของหมอยาพื้นบ้านในปัจจุบัน  จะมีการเปิดกว้างมากขึ้น  คือ  ยอมรับฟังข้อมูลใหม่ๆ  ในเรื่องยาสมุนไพรที่ผ่านทางสื่อต่างๆ  มากขึ้น  และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้กับยาสมุนไพรของตนเอง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มีมากขึ้น  ประกอบกับโรคมีความหลากหลายมากขึ้น  มีโรคใหม่ๆ  เกิดขึ้นมากมาย  ทำให้หมอยาพื้นบ้านได้ทราบข้อมูลใหม่ๆ  ซึ่งแตกต่างจากยาสมุนไพรพื้นบ้านและรูปแบบการรักษาของหมอยาพื้นบ้านในอดีต  ที่ได้เรียนรู้เฉพาะจากผู้รู้  จากการแลกเปลี่ยนพูดคุย  และทดลองทำ  เพราะเทคโนโลยีต่างๆ  ยังเข้าไม่ถึง  ทำให้ไม่ได้รับข้อมูลใหม่ๆ  จากสื่อรูปแบบต่างๆ  และยาสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้  ก็เหมาะสำหรับโรคที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  ที่ไม่มีโรคที่หลากหลายมากนัก   เช่น  การรักษาโรคด้วยสมุนไพรพื้นบ้านของยายคลิ้ง  บุญวิจิตร  ที่ยังคงใช้การรักษาโรคผิวหนัง  จากใบชุมเห็ดเทศเหมือนกับพ่อแม่  และได้ทราบข้อมูลจากการดูโทรทัศน์ว่าบอระเพ็ดสามารถช่วยล้างสารพิษได้  ก็นำมาใช้ในการรักษาลูกหลานเช่นกัน  เป็นต้น

                ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  หมอยาพื้นบ้านได้เริ่มต้นการเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพร  จากการที่ตนเองมีวิถีชีวิตแบบเรียงง่าย  พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเกื้อกูลในการพึ่งตนเอง  เรียนรู้จากการเป็นผู้รับการรักษาด้วยยาสมุนไพรพื้นบ้าน  จนผันตัวเองสู่การเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับการรักษาด้วยองค์ความรู้ของตนเอง  เรียนรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ  เพื่อให้ก้าวทันโรคภัยไข้เจ็บ  และทันโลกมากขึ้นตามยุคสมัย 

               

สมุนไพรพื้นบ้าน  :  วิถีแห่งการพึ่งตนเองอย่างเกื้อกูลธรรมชาติ

                หมอยาพื้นบ้าน  จะมีชีวิตที่มีความผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติ  อันเนื่องมาจากหมอยาพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเติบโตขึ้นท่ามกลางวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย  ที่ผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติ  พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบๆ  ตัว  รอบๆ  บ้านในการนำมาใช้  เพื่อทำให้ชีวิตอยู่รอด  ทั้งการกิน  การอยู่อาศัย  และการรักษาโรค  ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น 

                จากการที่หมอยาพื้นบ้านได้นำสมุนไพรพื้นบ้านมาใช้ในการรักษาโรคที่เกิดขึ้น  โดยใช้องค์ความรู้ของตนเองที่สั่งสมมา  เป็นการพึ่งตนเองในเรื่องความรู้  ซึ่งเมื่อตนเองมีความรู้ก็ได้ใช้ความรู้ที่ตนเองมีอยู่มาใช้รักษาโรค  ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น  อันเกิดจากความเชื่อมั่นในศักยภาพ   ความรู้ของตนเอง   ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอให้สิ้นเปลืองเงินทอง 

                นอกจากจะเป็นการพึ่งตนเองในเรื่องของความรู้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้ว  หมอยาพื้นบ้านยังพึ่งตนเองในเรื่องของการใช้ยา  ที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบๆ  และในท้องถิ่น  สามารถหาได้ง่าย  มีราคาถูก  มีความปลอดภัยสูง  โดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อยาราคาแพง  ที่ต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูง  

                หมอยาพื้นบ้านจะดูแลและเอาใจใส่ต่อพืชสมุนไพรที่อยู่รอบๆ  บ้านและในท้องถิ่น  ซึ่งพืชสมุนไพรเหล่านั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่ออาชีพ  ต่อการรักษาชีวิตมนุษย์ให้อยู่รอด  หากไม่มีพืชสมุนไพร  ก็คงไม่มีหมอยาพื้นบ้านเช่นกัน

                จากวิถีแห่งการเจริญเติบโตถึงท่ามกลางการพึ่งตนเอง  และกระแสสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง  แต่หมอยาพื้นบ้านยังคงรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิมไว้  ใช้หลักการพึ่งตนเองอย่างเกื้อกูลธรรมชาติเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินตามแนวทางของหมอยาพื้นบ้าน  ผู้มีภูมิปัญญาด้านสมุนไพรพื้นบ้าน

 

จากพืชสู่สมุนไพรพื้นบ้าน  :  กรรมวิธีประยุกต์สู่ยาช่วยคน

                หมอยาพื้นบ้านภาคใต้  จะพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ  โดยการใช้ยาสมุนไพรที่ได้จากธรรมชาติในการรักษาโรคให้ผู้ป่วย   อาศัยองค์ความรู้ที่ได้จากการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ  ซึ่งแต่ละโรค  แต่ละอาการนั้นจะมีตัวยาที่มีสรรพคุณเฉพาะ  บางโรคต้องใช้ตัวยาที่ได้มาจากพืชสมุนไพรหลากหลายชนิด  บางโรคก็ใช้แค่พืชสมุนไพรชนิดเดียว  ก็สามารถรักษาโรคนั้นได้เลย 

                ส่วนประกอบของพืชสมุนไพรแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณที่แตกต่างกันเช่นกัน  ไม่ว่าเป็นราก  เปลือก  ต้น  กิ่ง  ใบ  ยอด  ผล ก็ล้วนมีสรรพคุณที่แตกต่างกันไป 

                แต่ไม่ว่าจะใช้พืชสมุนไพรชนิดเดียว  หรือหลายชนิด  หรือจะเป็นส่วนใดของพืชสมุนไพรก็ตาม  ล้วนต้องผ่านกรรมวิธีการแปลงพืชสมุนไพรนั้นสู่ยาพื้นบ้าน  ด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น  นำมาต้ม  คั่ว  ตำ    เป็นต้น

                หมอยาพื้นบ้านแต่ละคน  จะมีสูตรการรักษาโรคเฉพาะตัว  ที่เกิดจาการถ่ายทอดความรู้และการเรียนรู้เพิ่มเติมของแต่ละคน  จนก่อเกิดเป็นภูมิปัญญาหมอสมุนไพรพื้นบ้าน  ที่มีองค์ความรู้ในการรักษาโรคที่แตกต่างกันออกไป  โรคบางโรค  หมอยาพื้นบ้านจะมีสูตรการรักษาที่แตกต่างกัน  ตามองค์ความรู้เฉพาะของแต่ละคน  แต่ก็ต่างมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากความเจ็บป่วยเหล่านี้  

                โรคส่วนใหญ่ที่หมอยาพื้นบ้านภาคใต้สามารถใช้องค์ความรู้ของตนในการรักษาได้  มีดังนี้

               

1.  โรคซาง   หมอยาพื้นบ้านแต่ละท่านก็จะใช้ยาและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน   เช่น  ภูมิปัญญาโรคซางของนายหรี  ท่าชะมวง  ที่ใช้ต้นหายตายเป็น  มะกรูด  ทราดำ  ใบของหัวไพร  นำพืชสมุนไพรทั้ง  4  ชนิด 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน my community



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

เจริญพร โยมลูกเจี๊ยบ

เสียดายภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของไทยที่หาคนสนใจน้อยลง

ทุกคนไปพึ่งยาฝรั่งกันหมด ทำให้เราเสียเงินสั่งยามากมายมหาศาล

อาตมาเห็นโยมบางคนแค่เป็นหวัดแต่ไปกินยาแผนปัจจุบัน

ทั้งๆที่หวัดสามารถหายเองได้หากรู้จักดูแลตัวเอง ซึ่งอาตมาใช้วิธีนี้

เป็นประจำและไม่เคยเป็นไข้หวัด

โรคซางอาตมาเห็นหลวงพ่อท่านหนึ่งที่ยะลาท่านแนะให้ใช้ใบ

แก้วป่าเคี้ยวอมไว้แก้ซางที่บริเวณปากได้

เจริญพร

ถึถุถ
IP: xxx.123.99.4
เขียนเมื่อ 

น่าเบื่อที่สุด

หวาย
IP: xxx.173.12.61
เขียนเมื่อ 

ดีที่ยังมีคนนึกถึงภิมิปัญญาท้องถิ่น

 

ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆหล่อไม่แพ้ใคร
IP: xxx.87.88.74
เขียนเมื่อ 

เว็ปนี้จงเจริญมีงานส่งอาจารย์แล้ว คร้าบ

ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆหล่อไม่แพ้ใคร
IP: xxx.87.88.74
เขียนเมื่อ 

แถมอีกนิดจะไปดีแล้ว เจ้ย ไม่ใช่ ขอฝากไว้สำหรับ คน ที่ แวะ มา เยือน ลง ความ คิด เห็น หน่อย ก็ ดี นะ ขอ แบบ ดีๆ นะ ไม่ เอา ... นะ กลัวแม่ว่า