จากการตัดสินใจกรณีเขื่อนปากมูล ที่ให้ปิดประตูน้ำเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเปิดเพียง 4 เดือน คือ กรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี ตามมติ ครม.วันที่ 1 ตุลาคม 2545 นั้น เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ และวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างชาวบ้านปากมูนและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายคือ คณะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ(ครม.) และ กฟผ. เหตุผลที่ยกขึ้นมาของทั้ง 2 ฝ่าย มีดังนี้ ฝ่าย ครม. และ กฟผ.อ้างว่า เขื่อนได้ลงทุนไปเป็นจำนวนเงิน 6,600 ล้านบาท ถ้าจะให้เปิดทั้ง 8 บานตลอดทั้งปี โดยไม่ผลิตไฟฟ้า เท่ากับเป็นการเสียเงินสูญเปล่าไปฟรีๆ แต่ไม่ได้บอกว่าที่ให้เปิดเพียง 4 เดือน ใครจะได้ประโยชน์อะไร
ทำไมไม่ปิดตลอดทั้งปีไปเสียเลย จะได้ปั่นไฟได้เต็มที่ ถ้าบอกว่า เปิดเพื่อให้ปลาขึ้นวางไข่ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะฤดูที่ปลาวางไข่ คือ ระหว่างเดือนเมษายน-กันยายนของทุกปี แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่า หลังจากสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำมูนมาปรากฎว่า น้ำท่วมตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานีนานเป็นเดือนๆ ติดต่อกันมาหลายปี โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ของทุกปี ดังนั้น การมีมติให้เปิดเพียง 4 เดือน คือ เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม น่าจะตอบสนองการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานีมากกว่า เพราะเดือดร้อนขนาดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงแรมระดับ 5 ดาว ต้องปิดกิจการนานเป็นเดือน ลองมาดูเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่มีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง และองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนับสนุนชาวบ้าน ดังนี้ 1. จากงานวิจัยหลายชิ้น (คณะกรรมการเขื่อนโลก-WCD, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, งานวิจัยไทบ้าน, ทีดีอาร์ไอ) ล้วนระบุตรงกันว่า เขื่อนปากมูลประสบความล้มเหลว ไม่คุ้มทุนในการผลิตไฟฟ้า เพราะการคำนวนธรรมชาติแม่น้ำมูนที่ผิดพลาด รวมทั้งการก่อสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้า (โรงไฟฟ้า) ต่างๆ ขึ้นมากมายทั่วประเทศ เกินความจำเป็น ทำให้มีพลังงานสำรองเหลือเฟือ ถึง 9,000 เมกกะวัตต์ คิดเป็น 30% ของแหล่งที่ผลิตได้ทั้งหมด ในขณะที่เขื่อนปากมูลผลิตได้เพียง 0.1% ของการผลิตไฟทั่วประเทศ เปรียบเสมือนน้ำ 1 หยด ในตุ่มที่มีน้ำเต็มล้นการสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำมูน โดยใช้บานประตู 8 บานเป็นตัวยกระดับน้ำ เพื่อใช้ในการปั่นไฟ หมายความว่า เขื่อนจะผลิตไฟได้ ต้องอาศัยความแตกต่างของระดับน้ำ ณ จุดที่จะเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้เท่านั้น และ กฟผ.มักจะกล่าวอ้างว่า เขื่อนปากมูลปั่นไฟได้เท่านั้นเท่านี้ ทำรายได้ถึงปีละ 300 ล้านบาท
|
|