ตาม (ความตั้งใจ) ปกติของผู้วิจัย
วันนี้ว่าจะเข้ามาเล่าเรื่องการประชุมเครือข่ายฯสัญจรต่อ
(จะได้จบเร็วๆ เพราะจะประชุมเดือนใหม่กันแล้ว)
แต่บังเอิญได้ไปพบข้อมูลบางอย่างที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาเครือข่ายฯ
ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง
หลังสงกรานต์นี้ถ้ามีโอกาสจะเอาไปปรึกษากับประธานและกรรมการบริหารบริหารเครือข่ายฯค่ะ
ข้อมูลที่ว่านี้ก็คือ ข้อมูล
“ความแตกต่างของการตายระหว่างพื้นที่”
สำหรับที่มาของข้อมูลนี้ผู้วิจัยนำมาจากวารสารสถานการณ์สุขภาพประเทศไทย
ฉบับที่ 1
ที่ผู้วิจัยคิดว่าข้อมูลนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อเครือข่ายฯก็เพราะว่า
ขณะนี้เครือข่ายฯกำลังประสบปัญหาในเรื่องการที่จะต้องจ่ายเงินสวัสดิการให้กับสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการในเรื่องการตาย
แต่ละเดือนมีสมาชิกเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 10-15 ศพ
ยอดเงินสำหรับการจ่ายสวัสดิการอยู่ที่ประมาณ 120,000 – 150,000
บาท (เมื่อเดือนที่แล้วสูงถึง 200,000 กว่าบาท)
ความจริงเรื่องนี้เราได้มีการคุยกันหลายครั้งแล้ว
ผู้วิจัยจำได้ว่าเมื่อครั้งที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้เชิญประธานเครือข่ายฯ
, ผู้วิจัย , พ่อชบ ยอดแก้ว ,
อ.สุกัญญา
ไปพูดคุยที่มูลนิธิในเรื่องการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน
เมื่อทางฝ่ายทีมลำปาง (ประธานเครือข่ายฯ และ ผู้วิจัย)
ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการตายในแต่ละเดือนของสมาชิก
อ.สุกัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตว่าลำปางมีคนตายมาก
อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการจ่ายเงินสวัวดิการในส่วนนี้
ขณะที่สงขลาซึ่งบริการจัดการในรูปแบบตำบล
ซึ่งแต่ละตำบลก็มีสมาชิกอยู่พอสมควร แต่กลับไม่ประสบปัญหานี้
อาจเป็นเพราะว่าที่สงขลาคนตายไม่มาก ดังนั้น
ในกรณีของลำปางอาจจะต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมาอีกสัก 1
กองทุนสำหรับผู้ที่ต้องการออมเพื่อการตายโดยเฉพาะ
จากข้างต้น คือ ความเห็นของ อ.สุกัญญา
แต่ประธานเครือข่ายกลับบอกว่า
อัตราการตายของสมาชิกเครือข่ายฯเท่ากับอัตราการตายของประชาชนทั้งประเทศ
(ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจคิดได้ว่าอัตราการตายของคนสงขลาต่ำกว่าลำปาง
นั่นหมายถึง ต่ำกว่าอัตราการตายของประชาชนทั้งประเทศ)
เมื่อข้อมูลเป็นอย่างนี้ ผู้วิจัยก็งงเหมือนกัน
คิดต่อไม่ออกว่าแล้วจะทำอย่างไร
แต่โดยส่วนตัวของผู้วิจัยแล้ว
ผู้วิจัยคิดว่าไม่น่าจะมีความแตกต่างของอัตราการตายในพื้นที่ต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับความแตกต่างของการตายระหว่างพื้นที่
ถ้าเป็นอย่างที่ข้อมูลแสดงจริง
เครือข่ายฯก็น่าจะมีการปรับตัวพอสมควรในเรื่องนี้
จากข้อมูลสรุปได้ว่า อัตราการตายรวมทั้งประเทศในปี
พ.ศ.2543 เท่ากับ 6 คนต่อประชากรพันคน
(เหมือนอย่างที่ประธานเครือข่ายฯเคยบอกไว้เลยค่ะ)
เพศชายตายมากกว่าเพศหญิงในทุกภาคของประเทศประมาณ 2
คนต่อประชากรพันคน
โดยภาคเหนือมีอัตราการตายสูงสุดทั้งชายและหญิง
ตามด้วยภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามลำดับ
สำหรับกรุงเทพมหานครมีอัตราตายต่ำที่สุด
ภาคเหนือมีอัตราตายเท่ากับ 1.7 เท่าของอัตราตายในกรุงเทพฯ
หรือมีอัตราตายต่างกัน 3 คนต่อประชากรพันคน
แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์มีอิทธิพลต่อการตายของคนที่อาศัยในพื้นที่มากพอสมควร
หากเปรียบเทียบเป็นรายภาค ภาคที่มีอัตราการตายสูงสุด
คือ ภาคเหนือตอนบน มีการตายมากกว่าที่ควรจะเป็น 1.39
เท่า หรือมีอัตราส่วนการตายมาตรฐานเท่ากับ 139%
ในขณะที่กรุงเทพฯมีอัตราส่วนการตายมาตรฐานต่ำที่สุด
คือ 81% หรือห่างกัน 58%
แต่หากเปรียบเทียบเป็นรายจังหวัด
จังหวัดที่มีการตายสูงสุดและต่ำสุด
จะมีอัตราส่วนการตายมาตรฐานต่างกัน 97%
และหากเปรียบเทียบเป็นรายอำเภอจะแตกต่างกันถึง 151%
แสดงให้เห็นว่ายิ่งพื้นที่ขนาดเล็กลงไปเท่าไหร่
ความแตกต่างของการตายระหว่างพื้นที่ก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับโรคที่คร่าชีวิตผู้คน พบว่า
โรคเอดส์เป็นโรคที่ส่งผลอย่างมากต่อการตายที่สูงมากในภาคเหนือตอนบน
นอกจากนี้แล้วโรคถุงลมโป่งพอง ไตวาย
และการฆ่าตัวตาย ล้วนส่งผลให้ภาคเหนือมีการตายสูงสุด
อนึ่ง
ภาคเหนือตอนบนเริ่มมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในส่วนของมะเร็งตับด้วย
ถ้าหากเราจะนำข้อมูลตรงนี้มาใช้ประโยชน์
เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ชัดเจน ผู้วิจัยเห็นว่า
เครือข่ายฯคงต้องประสานขอความร่วมมือไปที่กลุ่มของพ่อชบในการขอข้อมูลสถิติการตายเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันว่าในส่วนของสงขลา
กับ ลำปาง มีอัตราการตายที่แตกต่างกันหรือไม่
ถ้าไม่มีลำปางก็อาจปรับเปลี่ยนวิธีการในการบริหารจัดการให้เหมือนกับสงขลาได้
แต่ถ้าพบความแตกต่าง
เครือข่ายฯลำปางคงต้องหาวิธีการบริหารจัดการในเรื่องนี้ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของเครือข่ายฯ
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับเสื้อวิไลลักษณ์ก่อนครับ (ฮา)
ผมเคยขบคิดกับข้อมูลและการวิเคราะห์ทำนองนี้มาก่อนแล้ว จะเรียกว่าแบบรีดักชั่นกับอินดักชั่นก็ได้
ที่จริงข้อมูลทั่วไปมีประโยชน์ไม่มากสำหรับการดำเนินงานของกลุ่มเฉพาะแบบที่ลำปางดำเนินการอยู่ ที่ควรสนใจเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจังคือ 1)ข้อมูลการตายของแต่ละกลุ่มตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันของเครือข่ายเราเอง 2)ข้อมูลสุขภาพของสมาชิกในแต่ละกลุ่มของเครือข่ายซึ่งมีประมาณ7,000คน ข้อมูลตรงเหล่านี้จะช่วยในการพยากรณ์การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานเงินทุนของกลุ่มและ เครือข่ายได้ตรงประเด็นกว่า
ผมเห็นว่าเรายังไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจนเลย
การจัดการกับ ความไม่รู้ จึงควรเริ่มจาก ทำให้เกิดความรู้ ขึ้นมาก่อน โดยเร็วพลัน ครับ