หากความเชื่อ... นำไปสู่การปฏิบัติ ปัจจุบันโรงเรียนเพชรบุรีปัญญานุกูล โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียน ภายหลังได้เข้าอบรมและศึกษาเอกสารประกอบ รวมทั้งความเป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธที่พอมีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมอยู่บ้างเชื่อ100% ว่าโรงเรียนวอลดอร์ฟตามปรัชญาการสอนของ รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ปรัชญาเมธีชาวฮังการี น่าจะเหมาะสมกับการเรียนการสอนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
สไตเนอร์ กล่าวถึงมนุษย์ว่า ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ กาย (physical body) จิตรู้สึก (soul) และจิตวิญญาณ (spiritual)
กาย คือ องค์ประกอบของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
จิตรู้สึก มี 2 ส่วน คือ จิตพลัง หรือ กายพลัง (etheric soul) เป็นพลังขับเคลื่อนกายให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกระบวนการเมตาบอลิซึม คือ การสร้างและทำลาย กับ (astral soul) เป็นจิตรับรู้ที่สูงกว่า ซึ่ง astral soul นี้แสดงความเป็นมนุษย์ที่สูงกว่าสัตว์
จิตวิญญาณ คือ จิตระดับสูงสุดที่มนุษย์จะพัฒนาไป บางครั้งพบว่า EGO น่าจะใกล้เคียงกับจิตเกษมในทางพุทธศาสนา
จากองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนของมนุษย์ สไตเนอร์ ได้แบ่งพัฒนาการของมนุย์ เป็น 3 ช่วง ๆ ละ 7 ปี ได้แก่
ช่วงระยะแรก 0 - 7 ปี แรกเกิดจนถึงฟันน้ำนมหลุด
ช่วงระยะที่สอง 7 - 14 ปี ระยะที่มีการพัฒนาทางส่วนรู้สึกเป็นจุดเด่น
ช่วงระยะที่สาม 14 - 21 ปี เป็นการพัฒนาของกาย-จิต เป็นการใช้สมองความคิดที่เป็นนามธรรมสูงสุด
การพัฒนาทางด้านกายที่เห็น เชื่อมโยงกับการพัฒนาจิต - วิญญาณรับรู้ - ใช้สมองคิด - วิเคราะห์
สไตเนอร์ ยังกล่าวว่า การพัฒนาสมองของมนุษย์หลังจากไข่และอสุจิผสมกันเป็น Zygote เป็น Celevate เป็น Modula เป็น Gastrul และถึง Cell Differential สมองจะเกิดก่อนอวัยวะอื่น ๆ และสมองระยะแรก คือ สมองของสัตว์ชั้นต่ำ (R-system) ต่อมาซึ่งจะกลายเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน (Limbic brain) จนสุดท้ายจึงเป็นสมองของสัตว์ชั้นสูง (Neocortex brain) โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า (Cerebelium)
เมื่อเด็กแรกเกิด กายจะสัมผัสกับโลกอย่างสัตว์ชั้นต่ำ มีมือ - ขา และแขน ที่เคลื่อนไหวไขว่คว้าจากพลังชีวิต จนค่อยพัฒนาเป็นจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำ (ก็ยังเหมือนสัตว์ชั้นต่ำ) จนคืบ - คลาน - ตะแคง และลุกนั่ง - ตั้งไข่ - ยืน และยืนหยัดบน2เท้าอย่างมนุษย์ทั่วไปได้ การเปลี่ยนปลงในช่วงนี้จะเป็น...กายพลังที่ใช้งานมากที่สุด พลังในร่างกายถูกปลดปล่อยออกมามาทางแขน - ขา ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะหลับ และกายพลังจะเป็นอย่างนี้จนถึงอายุ 7 ขวบ
การเรียนรู้ของเด็ก รับรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ที่ลอยในน้ำคร่ำในมดลูกของมนุษย์ พอคลอดออกมาปะทะกับสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องใช้พลังชีวิตและการเรียนรู้ ปรับพัฒนาการทางกาย ตามที่กล่าวมา
ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนเด็กในวัยนี้ กายพลังมีมหาศาล ต้องเป็นไปเพื่อให้กายพลังได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และปลดปล่อยในทางที่เหมาะสม การให้เด็กนั่งอยู่บนก้าอี้ฟังครูสอน จึงผิดหลักการพัฒนาทางกายพลังของเด็กเป็นอย่างยิ่ง ความคิด จินตนาการจะไม่ได้รับการถูกกระตุ้น การสอนแบบแยกส่วน เด็กจะไม่สามารถเชื่อมโยงได้ เพราะยังไม่มีประสบการณ์นำไปสู่การสร้างเซลล์ประสาทในสมองไม่เชื่อมโยงกัน และหากสมองซีกขวา ไม่ได้รับการกระตุ้นด้วยงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นการระบายสี - การปั้น - การปัก - การถักร้อย ที่ผ่านทางกาย ความสมดุลของสมองซีกซ้าย - ขวา จะขาดสมดุลย์
กล่าวโดยสรุป การจัดการเรียนการสอนในวัยนี้ ต้องให้กายได้เรียนรู้ สัมผัส มากที่สุด เพื่อการพัฒนาความรู้สึก 4 อย่างให้สมบูรณ์ คือ ความรู้สึกทางการสัมผัส... ความรู้สึกของการมีชีวิต... ความรู้สึกของการเคลื่อนไหว...และความรู้สึกถึงดุลยภาพของการอยู่โลกที่ต้องต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกคือ การทรงตัว..
นั่นคือ การสอนที่ให้เด็กรับรู้ทั้งความรู้สึก ..สนุกสนาน..ประสบการณ์.. หรือเหมือนกับที่ ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช กล่าวว่า เรียนปนเล่น (Play + Learn) เป็น เพลิน (Plearn)

สวัสดีค่ะ พี่สมรักษ์