ลัทธิของครูทั้ง 6 ในสามัญผลสูตร 

ลัทธิของครูทั้ง   6  จัดว่าเป็นลัทธิร่วมพุทธกาล  มีหลักฐานปรากฏในสามัญผลสูตรที่กล่าวถึงครูทั้ง  6   ว่า...  



เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูได้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าพิมพิสารผู้ราชบิดาอยู่มาวันหนึ่งทรงมีความประสงค์จะสนทนากับสมณพราหมณ์   ในปัญหาเรื่องการบวชมีผลเป็นที่ประจักษ์อย่างไร      ได้เสด็จถามปัญหาดังกล่าวกับครูทั้ง  6    และได้รับคำตอบไม่เป็นที่พอพระทัย  เพราะเป็นการถามปัญหาอย่างหนึ่งและตอบเสียอีกอย่างหนึ่ง   ทรงนำคำตอบในลัทธิของครูทั้ง  6  มาตรัสเล่าถวายพระพุทธเจ้า  ข้อความพิสดารมีปรากฏในสามัญญผลสูตร   ครูทั้ง   6  นั้นมีนามปรากฏ  ดังนี้  คือ



1.  ปูรณกัสสปะ

2.  มักขลิโคศาล

3.  อชิตเกสกัมพล

4.  ปกุธกัจจายนะ

5.  สญชัยเวลัฏฐบุตร

6.  นิครนถนาฏบุตร




--->>  1.  ทรรศนะของปูรณกัสสปะ


ปูรณกัสสปะ  เป็นเจ้าลัทธิเก่าแก่ผู้หนึ่ง   มีความเห็นว่า   วิญญาณเป็นสิ่งไร้กัมมันตภาพเป็นสิ่งเที่ยงแท้ถาวร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ร่างกายนี้เองเป็นเจ้าของพฤติกรรม  วิญญาณไม่เกี่ยวข้องกับกรรมดีกรรมชั่วที่ร่างกายทำ  แต่ร่างกายก็เป็นสิ่งที่ไร้เจตนา   ดังนั้น  เมื่อร่างกายทำสิ่งใด  ๆ   ลงไป  จึงไม่จัดเป็นบุญบาปแต่อย่างใด   บุคคลไม่จัดว่าได้ทำบุญเมื่อให้ทาน  เป็นต้น   และไม่จัดว่าได้ทำบาป  เมื่อฆ่าสัตว์   ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม   หรือพูดปด  



พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะของปูรณกัสสปะว่า   “อกิริยวาท ”  แปลว่า  “กล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ”  


เป็นทรรศนะที่ปฏิเสธพลังงาน   ปฏิเสธกรรมไปด้วยพร้อมกัน  ผู้มีทรรศนะดังกล่าวนี้เรียกว่า “อกิริยวาที”   แปลว่า  “ผู้กล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ”  ขัดแย้งกับหลักกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง   เพระพระพุทธศาสนาสอนหลักกรรมว่า  สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม   ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี  ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว  และถือว่าเป็นหลักเหตุผลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง


**************************************************************************


--->>  2.  ทรรศนะของมักขลิโคศาล


กล่าวกันว่า  มักขลิโคศาลเป็นเจ้าลัทธิฝ่าย  อาชีวก   วันหนึ่งเห็นต้นข้าวที่คนเหยียบย่ำแล้วกลับงอกงามขึ้นมาอีก   จึงเกิดความคิดว่า  
“สัตว์ทั้งหลายหลังจากตายแล้ว   จะต้องกลับมีวิญญาณขึ้นมาอีก  ไม่ตายไม่สลาย” และถือว่า  “สัตว์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ได้กำหนดไว้แล้ว”  กระบวนการดังกล่าว   เริ่มต้นจากระดับต่ำสุดไปหาจุดหมายที่สูงสุด เป็นกระบวนการที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง   เช่นเดียวกับความร้อนมีระดับต่ำเป็นน้ำแข็ง  และมีระดับสูงเป็นไฟ



มักขลิโคศาลปฏิเสธกรรมและพลังความเพียรว่าเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย   สัตว์ทั้งหลายไม่ต้องทำความเพียร  และไม่ต้องทำความดีเพื่ออะไร  เพราะการบรรลุโมกษะไม่ได้สำเร็จด้วยความเพียรหรือด้วยกรรมใด  ๆ   สัตว์จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจากภพสู่ภพไปโดยลำดับ   เมื่อถึงภพสุดท้ายก็จะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้เอง   ความบริสุทธิ์ประเภทนี้เรียกว่า   “สังสารสุทธิ”
  คือความบริสุทธิ์ที่ได้จากการเวียนว่ายตายเกิด   กระบวนการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์    เช่นเดียวกับการคลี่เส้นด้ายออกจากกลุ่ม   เมื่อจับปลายเส้นด้ายด้านนอกแล้วปากกลุ่มด้ายไป   กลุ่มด้ายจะคลี่ออกจนถึงปลายด้านใน  ปลายสุดด้านในของเส้นด้ายนั่นเอง   เปรียบเหมือนความบริสุทธิ์ของสัตว์  หรือที่เรียกว่าโมกษะ



เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตหนึ่ง ๆ  เป็นเรื่องของการโชคดีและเคราะห์ร้าย  ไม่เกี่ยวกับกรรมดีและกรรมชั่วแต่อย่างใด    สัตว์ประเภทอื่น  ๆ  จะเข้าถึงโมกษะได้  จำต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ก่อนจึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้



พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะของมักขลิโคศาลว่า  “อเหตุกวาทะ”   คือกล่าวว่า   “ความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ของสัตว์ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย  ”   ทรรศนะของมักขลิโคศาลจัดเป็น
อกิริยาวาทด้วย   เพราะเป็นการปฏิเสธกรรมและผลของกรรมอยู่แล้วด้วย   ทั้งยังเป็นอวิริยวาทด้วย  เพราะปฏิเสธพลังความเพียรว่าเป็นสิ่งไร้ผลด้วย



**************************************************************************


--->>  3.  ทรรศนะของอชิตเกสกัมพล


ทรรศนะของอชิตเกสัมพล  ตรงกับปรัชญาในยุคหลังคือวัตถุนิยม   เป็นทรรศนะที่ปฏิเสธว่า   ไม่มีสัตว์   ไม่มีบุคคลใด   ๆ   ทั้งสิ้น  ไม่มีชาติหน้า   ไม่มีบุญ   ไม่มีบาป   ปฏิเสธกรรมดีกรรมชั่ว  ปฏิเสธพิธีกรรมทางศาสนาว่าไร้ผล   ปฏิเสธความสมบูรณ์ทางจิต   ไม่มีใครทำดีไม่มีใครทำชั่ว   เพราะสัตว์ประกอบด้วยธาตุ  4  คือ   ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ   จึงไม่มีสัตว์ใด  ๆ    คงมีแต่กลุ่มธาตุ  ชาตินี้ของสัตว์สิ้นสุดลงที่การตาย  ไม่มีอะไรเหลืออีกหลังจากตาย



ธาตุทั้งหลายเหล่านั้นทำหน้าที่ผลิตวิญญาณขึ้นมา    เมื่อธาตุเหล่านั้นแยกจากกันสัตว์ก็สิ้นสุดกันแค่นั้น   ไม่มีความดีความชั่ว   ไม่มีโลกหน้าชาติหน้าต่อไปอีก   ไมมีสวรรค์หรือโลกทิพย์ที่ไหนอีก   ไม่มีพระเจ้า    โลกนี้ดำรงอยู่โดยตัวเอง   วิญญาณและเจตนาของสัตว์เกิดจากธาตุ  เช่นเดียวกับสุราที่เกิดจากการหมักดองเครื่องปรุง   เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงที่ความตายจึงไม่จำเป็นต้องทำบุญเพื่อเป็นเสบียงไปชาติหน้า   ทรรศนะนี้ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทอย่างรุนแรง  เป็นทรรศนะที่ชี้แนะว่า  สัตว์จะแสวงหาความสุขแก่ตนด้วยวิธีใด  ๆ ก็ได้  ไม่ต้องทำสิ่งที่เคยเชื่อกันมาว่าจะอำนวยความสุขในชาติหน้า    เพราะวิญญาณคือร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง  



พระพุทธศาสนาเรียกทรรศนะนี้ว่า  “นัตถิกวาท”  แปลว่า  “กล่าวว่าไม่มีสัตว์บุคคล”


ทรรศนะของอชิตเกสกัมพล  ตรงกับปรัชญาจารวากหรือวัตถุนิยม   ยอมรับค่านิยมทางกามสูขเท่านั้น   ไม่มีค่านิยมใด  ๆ   อีกที่เหมาะสมของมนุษย์   จึงเป็นทรรศนะที่ถูกตำหนิจากปรัชญาอื่นอย่างมาก


**************************************************************************


คำอธิบายสามัญญผลสูตรกล่าวว่า   เจ้าลัทธิทั้ง  3   ดังกล่าวแล้วนั้น  


-->  ปูรณกัสปะกล่าวว่า   เมื่อบุคคลทำบาป  ไม่ชื่อว่าเป็นทำบาป  จัดว่าเป็นการปฏิเสธกรรม    


-->  เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลกล่าวว่า     สัตว์ทั้งหลายตายแล้วหมดสิ้นกัน  ไม่มีอะไรไปเกิดอีก   จัดว่าเป็นการปฏิเสธผลของกรรม


-->  เจ้าของลัทธิมักขลิโคศาลกล่าวว่า   สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ   ไม่มีปัจจัย   เศร้าหมองเองมีความบริสุทธิ์ได้เอง   จัดว่าเป็นการปฏิเสธทั้งกรรมและผลของกรรม  




เจ้าลัทธิปูรณกัสสะปะแม้ปฏิเสธแต่กรรม  ก็จัดว่าปฏิเสธผลของกรรมไปด้วย


เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลเมื่อปฏิเสธผลของกรรมก็เป็นการปฏิเสธกรรมไปด้วยแล้ว  


เพราะฉะนั้น     โดยความหมายแล้ว   เจ้าลัทธิทั้ง  3 จัดว่าเป็นทั้ง  อกิริยาวาทอเหตุ  และนัตถิกวาท  เหมือน ๆ กัน  เพราะปฏิเสธทั้งกรรมและผลกรรม



-->> ฏีกาสามัญญผลสูตรกล่าวว่า...


เจ้าลัทธิปูรณกัสสปะจัดว่าปฏิเสธกรรม  เพราะกล่าวการทำว่าไม่เป็นอันทำ  


เจ้าลัทธิอชิตเกสกัมพลจัดว่าปฏิเสธผลกรรม    เพราะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไป  


เจ้าลัทธิมักขลิโคศาลจัดว่าปฏิเสธทั้งกรรมและผลกรรม   เพราะเมื่อทำการปฏิเสธเหตุก็เท่ากับปฏิเสธผลไปด้วยกัน   เมื่อปฏิเสธเหตุของความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์  ก็เป็นการปฏิเสธผลกรรมเสียแล้วด้วย   เมื่อกรรมไม่มีผลกรรมก็ต้องไม่มีด้วย  หรือเมื่อผลกรรมไม่มี  ก็ต้องสืบเนื่องมาจากกรรมไม่มี



-->> คำอธิบายคัมภีร์  เอกนิบาต   อังคุตตรนิกาย   กล่าวว่า...  



มิจฉาทิฐิบางอย่างห้ามทั้งสวรรค์และมรรค

บางอย่าง ห้ามแต่มรรคอย่างเดียว  ไม่ห้ามสวรรค์

บางอย่างไม่ห้ามทั้งมรรค และสวรรค์



มิจฉาทิฐิ  3  อย่างคือ  


อกิริยทิฐิ   และนัตถิกทิฐิ   ห้ามทั้งสวรรค์และมรรค


มิจฉาทิฐิถึงที่สุด   10  อย่าง คือการยึดถือว่า   โลกเที่ยง  เป็นต้น  จัดว่าห้ามแต่มรรคอย่างเดียว  เป็นความเห็นที่วิปริตจากทางของมรรค   แต่ไม่ห้ามสวรรค์เพราะไม่เป็นอกุศลกรรมบถ  


ส่วนสักกายทิฐิ  20  มีเห็นรูปว่าเป็นตน  เห็นตนว่าเป็นรูป  เห็นตนในรูป   เป็นต้น   เป็นการเห็นลักษณะ  4  อย่างในขันธ์  5  รวมเป็น   20  ไม่ห้ามทั้งสวรรค์และมรรคเพราะไม่เป็น
อกุศลกรรมบถ   และเมื่อเกิดความรู้จัดแจ้งตามเป็นจริง  ก็บรรลุมรรคผลได้