สัสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ กับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ได้อย่างไร?

 

สัสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ กับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ได้อย่างไร?

เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจยังไม่ถูกต้อง  แต่ก็มีความยึดมั่นกันมานาน  เพื่อท่านทั้งหลายจะได้คัดเอาเรื่องเหล่านั้นให้ออกไปเสียจากจิตใจ  แล้วรับเอาหลักปรมัตถธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอาไว้เข้ามาแทนที่


สำหรับความเข้าใจของบางท่านที่ว่า  การเกิดขึ้นของเด็กในครรภ์มารดานั้น  เกิดขึ้นมาเพราะได้อาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วยกันเท่านั้น  รูปนามที่เกิดขึ้นมาในครรภ์ของมารดามิได้เนื่องหรือมิได้อาศัยอำนาจของรูปนามจากอดีตของผู้ที่ได้ตายลงไปเลย  ซึ่งความเชื่อเช่นนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิ  มีความเห็นว่าตายแล้วก็สูญไปเกิดอีกไม่ได้  ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวมากนักก็ได้  เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจว่าตายแล้วเกิดได้


เรื่องที่สำคัญมาก  แล้วเป็นความเข้าใจผิดของบุคคลส่วนใหญ่  แม้จะเป็นบุคคลที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม  ยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง  ทั้งนี้ก็เพราะได้เคยฟัง  ได้เคยอ่าน  หรือได้เคยคิดในเรื่องการตายการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  แล้วพูดต่อๆ กันมาเป็นเวลานานมาแล้วจนถึงบัดนี้  จึงยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่อีกมิใช่น้อย



เรื่องนั้นก็คือ  มีความเข้าใจว่า  เมื่อบุคคลสิ้นชีวิตลงแล้วจะมีวิญญาณออกจากร่างของคนตายแล้วก็ไปเกิดยังภพใหม่  ชาติใหม่  อาจจะเป็นผีสางเทวดา  หรือมนุษย์ได้ตามบุญตามบาปที่เขาได้ทำเอาไว้  เข้าใจว่าจิตใจหรือวิญญาณนั้นไม่มีเกิด  ไม่มีดับ  แต่ล่องลอยไปเกิดใหม่ได้



ความเห็นเช่นนี้  เป็นความเห็นผิด  เป็นสัสตทิฏฐิ


ที่ว่าเป็นความเสียหายมาก  ก็เพราะความจริงนั้น  ทั้งรูปทั้งนามย่อมจะเกิดดับสืบต่อกันอยู่เสมอทุกเวลานาทีมิได้มีหยุดเลย  ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะมีความมั่นคงถาวรได้แม้แต่อย่างเดียว  ถ้าความเข้าใจผิดดังกล่าวมานี้มีความมั่นคงภายในจิตใจเสียแล้วก็จะเป็นเหตุให้ขัดขวางการปฏิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน  อันเป็นการปฏิบัติหาทางที่จะให้ไปสู่ความพ้นทุกข์  เพราะรูป นาม  จะไม่ปรากฏเป็น อนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตาได้  ญาณปัญญาก็จะถูกตัดออกไปโดยปริยาย  ด้วยอาศัยความยึดมั่นในความเที่ยงที่ฝั่งประทับอยู่ในจิตใจขวางกั้นปัญญาเสีย



รูปหรือนามก็ดี  เมื่อเกิดขึ้นที่ไหนก็จะดับลง ณ ที่นั้น  หาได้เคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ไม่


เช่นเราได้ยินเสียง  ความรู้สึกได้ยิน  เรียกว่าโสตวิญญาณ  โสตวิญญาณก็จะเกิดขึ้นที่ประสาทหู  แล้วโสตวิญญาณก็ดับลงที่ประสาทหู  นามเจตสิกที่ประกอบก็ดับลง ณ ที่นี้ด้วย  สัทธารมณ์  คือรูปอันได้แก่คลื่นเสียงก็จะดับลง  คือพ้นไปจากความรู้สึกได้ยินก็ ณ ที่นี้เหมือนกัน  แม้โสตประสาท  คือประสาทหูอันเกิดขึ้นมาจากกรรมชรูป  ก็จะเกิดและดับในที่นี้เช่นเดียวกัน  ถ้าจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่รูปดับช้ากว่านาม

แม้ในอารมณ์อื่นๆ ก็เหมือนกัน


ด้วยเหตุดังนี้เอง  ขอให้ท่านทั้งหลายได้โปรดจำไว้ด้วยว่า  เมื่อจุติจิต  คือความตายได้เกิดขึ้นนั้น  ทั้งรูปทั้งนามก็ดับลง ณ ที่นั้น  และการปฏิสนธิเกิดขึ้นมาใหม่ของสัตว์ทั้งหลาย  เป็นรูปนามที่เกิดใหม่อีกต่างหาก  หาใช่เป็นรูปเป็นนามที่เคลื่อนย้ายมาจากจุติจิตมิได้  แต่ก็แน่นอนทีเดียว  รูปและนามที่ได้ดับลงนั้นมีกำลังมีอำนาจก่อให้เกิดรูปนามขึ้นมาใหม่  ทั้งนี้ขอให้ท่านอย่าได้เอาจุติจิตมาเป็นปฏิสนธิจิต  หรือจะว่าเป็นจิตดวงเดียวกันไป  ขออย่าได้เอากรรมชรูปที่เกิดขึ้นในชาตินี้ว่ามิได้มีอำนาจมาจากในชาติก่อนเลยก็แล้วกัน



การเกิดใหม่ของสัตว์ทั้งหลายที่ประชาชนเข้าใจผิด  คิดว่าจิตหรือวิญญาณเที่ยงเป็นสัสตทิฏฐิ  เพราะเข้าใจว่าวิญญาณเดิมของตนมี  และเมื่อตายลงแล้ว  วิญญาณของตนก็ออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ได้  บางคนยังเรียกว่า  จิตเดิม  หรือจิตเดิมแท้  แล้วเข้าใจว่า  จิตนั้นเที่ยง  ไม่เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ความคิดเห็นดังกล่าวเป็นมิฉาธิโมกข์  คือตัดสินใจผิด  บางท่านเข้าใจต่อไปอีก  ว่าสัตว์ทั้งหลายตายลงแล้วต้องคอยอีก ๗ วัน  จึงจะไปเกิดได้  ในระหว่างนี้จิตหรือวิญญาณก็จะล่องลอยท่องเที่ยวไป  บางทีก็ว่าเที่ยวได้ไปหาที่เกิดใหม่เสียด้วยซ้ำ


อันความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามสภาวธรรมนี้  ก็มาจากสาเหตุหลายสาเหตุด้วยกัน  เช่น


ผู้ที่ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว  มาแสดงตัวให้ปรากฏต่อหน้าญาติมิตร  มีรูปร่างสัณฐาน  กิริยาอาการ  ตลอดจนเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อตอนมีชีวิตอยู่


ญาติมิตรของผู้ตายได้พบได้เห็นแล้ว  จึงคิดว่าผู้ตายคงยังไม่ได้ไปเกิด  จึงได้มาเกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งความผูกพันที่มีอยู่เดิม  หรือจะมาเรียกร้องขออะไรที่ตนขาดตกบกพร่องอยู่  ฉะนั้นบางทีญาติมิตรจึงได้ทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้  แล้วอธิษฐานใจว่า  ขอให้ผู้ตายไปผุดไปเกิดเสียทีเถิด  อย่าได้มาเป็นห่วงเป็นกังวลต่อผู้อยู่หลังเลย


แท้จริง  จุติ  คือดับหรือตายแล้วจะต้องปฏิสนธิ  คือเกิดทันที  แต่การเกิดบางท่านทำบุญเอาไว้น้อย  แต่ทำบาปเอาไว้มาก  จึงได้เกิดเป็นสัตว์ใหญ่โตเต็มตัวในทันที  เช่น เป็นเปรตหรืออสุรกาย  หรือบางท่านทำบุญเอาไว้มากสักหน่อยจึงได้มาปฏิสนธิเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา  ชั้นต่ำสุด  ได้แก่  เวมานิกเปรต  หรือวินิปาติกอสุรา  หรืออาจจะเป็นเทวดาที่สูงกว่านั้น  สัตว์เหล่านี้เราเรียกว่า  โอปปาติกะกำเนิด  ซึ่งความจริงเกิดแล้วทั้งนั้น  มีรูปมีนามพร้อมกันในทันทีด้วย  แต่รูปนั้นละเอียดมาก  เป็นรูปปรมาณู



เพราะอำนาจของความจำในภพเก่าที่ตนมีความผูกพันอยู่ยังมิได้หลุดถอนออกไปจากจิตใจ  ความจำเก่าๆ ยังมิได้เลือนหายไป  ด้วยอำนาจของอุปาทาน ๓  คือ  กามุปาทาน  ความยึดมั่นในความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่ตนเคยเสพมา  ทิฏฐุปาทาน  ความยึดมั่นในความเห็นที่ไม่ถูกต้อง  และ  อัตตวาทุปาทาน  ความยึดมั่นในความเป็นตัวตนที่ได้เป็นไปในอดีต  หรือความปรารถนาอย่างหนึ่งประการใด  จึงได้มาแสดงตัวให้ปรากฏเมื่อโอกาสอำนวยให้  ด้วยอำนาจของความจำเก่าๆ ในอดีตภพยังไม่เลือนหายไป  ยังปรากฏชัดเจนอยู่ในใจ  บางท่านก็มีรูปกายเหมือนเดิม  บางท่านก็ทำอำนาจจิตให้ร่างกายเหมือนเดิม  ญาติมิตรจะได้ทราบว่าเป็นใคร  แต่บางท่านก็เกี่ยวเข้ามาในความฝัน


อย่างไรก็ดี  ถ้าโอปปาติกะนั้นเกิดอยู่ในที่ห่างไกลมนุษย์  หรือโอกาสไม่อำนวยให้  แม้ความยึดมั่นเกี่ยวพันอยู่กับภพเก่า  หรือกับญาติพี่น้องจะมากมาย  ก็จะไม่มีโอกาสแสดงตัวได้  ญาติมิตรที่ไม่ได้ข่าวคราวเลย  จึงคิดว่าผู้ตายคงจะได้ไปเกิดแล้ว



ความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่งก็คือ  เคยอ่าน  เคยพูดกันในที่ทั่วไปถึงคำที่ว่า  "สมฺภเวสี"  ซึ่งตามพจนานุกรมบาลีไทย  แปลว่า  ผู้แสวงหาที่เกิด  และในบทสวดมนต์เจ็ดตำนานฉบับหลวงแปลว่า  "สัตว์ที่กำลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด"  ผู้อ่าน  ผู้ฟังดังนี้  ต่างก็มีความเข้าใจผิดไปว่าสัตว์ที่ได้ตายลงไปแล้วยังมิได้ไปเกิด  แต่สัตว์เหล่านั้นกำลังแสวงหาภพใหม่  หรือที่เกิดใหม่อยู่  สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่า  "สมฺภเวสี"



แท้จริง   คำว่า  สมฺภเวสี  นั้น  หมายถึง  ผู้ที่ยังจะต้องเกิดอีก  ซึ่งได้แก่ ปุถุชน ๔  พระเสกขบุคคล ๓  รวมเป็น ๗



บุคคลทั้งหมด ( ปุถุชน ๔  อริยบุคคล ๓ ) เหล่านี้  เมื่อตายลงแล้วก็จะต้องเกิดอีก และบุคคลเหล่านี้แหละเรียกว่า  "สมฺภเวสี"  มียกเว้นแต่พระอรหันต์ประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่เรียก  สมฺภเวสี  เพราะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป



รวมความว่า  ผู้มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า  สัสตทิฏฐิ  นั้น  มีความเห็นว่า  ใจที่จะเกิดขึ้นในภพใหม่นั้น  ก็ได้แก่  ใจที่อยู่ในภพเก่านี่เอง


ความเห็นผิดที่เรียกว่า  อุจเฉททิฏฐินั้น  มีความเห็นผิดว่า  กายและใจที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น  มิได้เกี่ยวข้องกับกายและใจในภพเก่าแต่อดีตประการใดเลย  อาศัยที่เกิดขึ้นในภพใหม่ทั้งสิ้น  คืออาศัยบิดามารดาสมสู่อยู่ด้วยกันแล้วเด็กก็เกิดขึ้นมา...



***************************************************

ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  ชีวิตหลังความตาย : บุญมี  เมธางกูร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นรก – สวรรค์ - สังสารวัฏ - การเวียนว่ายตายเกิดอธิบายอย่างไร

คำสำคัญ (Tags)#นรก#สวรรค์#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#สัสสตทิฏฐิ

หมายเลขบันทึก: 215744, เขียน: 11 Oct 2008 @ 13:26 (), แก้ไข: 12 Feb 2012 @ 02:40 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

Teerayuth
IP: xxx.153.181.194
เขียนเมื่อ 

ได้ความรู้มากเลยครับ...พอดีผมกะลังหาความรู้เรื่องตายเเล้วเกิดอยู่