แต่หากมองในเกณฑ์ความปกติของเด็กไทยแล้ว ดูเหมือนจะมีสิ่งที่ชวนให้น่ากังวลไม่น้อยเนื่องจากสถานการณ์ดูเหมือนการย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เคยมีเกณฑ์เฉลี่ยด้อยกว่าเรากลับขยับแซงหน้าไปแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าว การกระตุ้นหรือผลักดันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่นี้
หลากปัญหาไม่เอื้อต่อพัฒนาการเด็ก
“ที่เราเข้ามาทำงานตรงนี้เพราะนึกถึงอนาคตของคนรุ่นใหม่” นั่นคือ ความมุ่งมั่นจากปากของ วนิดา ชนินทยุทธวงศ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 ชช.(ด้านจิตวิทยา) ในฐานะผู้จัดการโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ที่ย้ำถึงความหนักแน่นในความต้องการเพื่อเข้ามาเสริมสร้างเด็กไทยให้มีคุณภาพ วนิดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สภาพสังคมที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ถือได้ว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ครอบครัวต้องหันมาใส่ใจเพราะส่งผลต่อการพัฒนาของเด็ก โดยจุดที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ “เทคโนโลยี” เพราะมีอำนาจในการเข้าถึงอย่างไม่มีขอบเขต หากเทียบกับอดีตจะไม่รวดเร็วเหมือนตอนนี้ จะทำอะไรก็ยังอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ แต่ ณ เวลานี้การแสวงหาสิ่งใหม่ในสังคมทำได้เร็วขึ้น ทำให้เด็กรู้อะไรที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ จนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน
สร้างพัฒนาการด้วย “สัมพันธภาพครอบครัว”
วนิดา เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสำคัญที่สุด กล่าวคือพ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกนั้นมีความพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอ และสิ่งที่พ่อแม่ต้องตระหนักถึงและต้องถามตัวเองให้มากคือ ทุกวันนี้คุยกับลูกบ้างหรือไม่? “ย้ำว่า ต้องเป็นการคุยไม่ใช่แค่การพูด เช่น ชวนลูกคุยในเรื่องราวที่เขาพบเจอมาในแต่ละวัน คุยกับลูกถึงสิ่งที่เขากำลังเล่น ให้เขาได้ใช้ความคิดในการตอบคำถาม หรือเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกัน เพียงแค่วันละ 15 นาที ตรงนี้จะทำให้เขาเกิดความไว้วางใจเราได้” ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กรู้จักความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเช่นกัน และการให้เด็กมีอิสระในการเล่นอย่างสร้างสรรค์ ให้เขาคิดเอง ไม่ใช้การบังคับให้เล่น ซึ่งพ่อแม่ก็ต้องกระตุ้นโดยการพูดคุย หรือถามคำถามง่ายๆ เช่น กำลังทำอะไร? ทำแล้วจะเป็นอย่างไร? ชอบมั้ย? เป็นต้น จะช่วยให้เขาฝึกคิด อีกอย่างคือ ไม่ให้เด็กจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทีวีเป็นเวลานานเกินกว่า 2 ชั่วโมง จึงต้องมีการตกลงกติกากันภายในครอบครัว ซึ่งหากไม่มีการตกลงกันเลยสัมพันธภาพระหว่างคนในครอบครัวต้องหายไปแน่นอน “พ่อแม่อย่าคิดว่าปัญหาเรื่องการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอดจนการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางสังคมไม่เป็นปกติในเวลานี้ จึงอยากให้พ่อแม่ มีความหวัง อย่าท้อ และอย่ากังวลอะไรจนเกินเหตุ อยากให้พยายามมองว่าทุกอย่างมีทางที่จะก้าวต่อไปได้ เมื่อเจออุปสรรคที่มีความเป็นครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องก็ให้หาสาเหตุให้เจอ ใช้การพูดคุยกันในครอบครัวพยายามแก้ไขปัญหาแล้วภายในครอบครัวจะไม่มีคำว่าใครถูกใครผิดเกิดขึ้น และลูกเองก็จะอยู่ในภาวะครอบครัวที่เป็นปกติ ที่จะเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาในด้านต่างๆ ต่อไป” วนิดา ให้แง่คิด |
|||||
|
เสริมสร้างจากช่วงจังหวะทองของชีวิต
วนิดา ให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า การที่จะทำให้คนมีคุณภาพนั้นต้องทำตั้งแต่เด็ก เริ่มกันตั้งแต่ก่อนคลอดหรือต้องวางรากฐานของพ่อแม่ตั้งแต่เลือกคู่ครอง เพราะจะมีผลต่อความพร้อมในการเลี้ยงลูกเมื่อเขาเกิดมา เมื่อมองตามหลักจิตวิทยาจะพบว่า การที่จะส่งเสริมคนให้มีสติปัญญานั้นสำคัญที่สุดคือช่วง “จังหวะทองของชีวิต” ที่ 5-6 ปีแรก เพราะเนื้อสมองของเด็กในช่วงนี้จะเติบโตได้ถึง 80-90% ของสมองผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะได้รับการพัฒนา หากได้รับการกระตุ้น เรียนรู้อย่างถูกวิธี แต่หากไม่ได้รับการกระตุ้นแต่แรก สมองที่เคยมีก็จะหายไป ซึ่งทางด้านงานวิจัยเรียกว่า “Pruning” หรือการตัดแต่ง เช่นเดียวกันกับคนที่มีวิวัฒนาการมาจากลิง เมื่อไม่ได้ใช้หางหางก็จะหดไป หากหลังจาก 6 ปีไปแล้วก็จะเพิ่มเติมได้อีกไม่นานและหากใส่อะไรที่ผิดๆ ไปก็จะฝังอยู่ในสมองจนกระทั่งเติบโต
พัฒนาตามลำดับขั้น รากฐานสู่อนาคต
|
|||||
ที่มา:http://www.aksorn.com