จากลุ่มเจ้าพระยาไหลเชี่ยวมาสู่ลำน้ำโขง

           

            

          ก่อนการเดินทางไปสปป.ลาวครั้งนี้ เราต้องทำงานและต้องศึกษารายละเอียดต่างๆกันค่อนข้างจะหนักทีเดียว (เลยไม่ค่อยมีเวลาไปอัพรูปใน HI 5...เกี่ยวกันไหมเนี่ย)   

            เรื่องการประสานงานต่างๆก็ค่อนข้างจะยุ่ง และมีอุปสรรคบางประการพอสมควร แต่ว่าก็สามารถผ่านพ้นไปได้ และสิ่งหนึ่งที่บางท่านอาจไม่เห็นความสำคัญมากนัก แต่ว่าขาดไม่ได้ ก็คือ คู่มือการเดินทาง หรือจะเรียกว่า แผ่นพับ โบชัวร์ แปมแฟลต หรือต่างๆนานา สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งตรงนี้กระผมก็ไม่ได้ศึกษาถึงความหมายที่แท้จริงของคำแต่ละคำว่ามีความหมาย และแยกประเภทกันอย่างไรบ้าง (อย่างเช่น เราเรียกห้องแบ่งเช่าที่เป็นตึกหลายชั้นว่า อพาร์ทเม้น และแมนชั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าอย่างไรเรียก อพาร์ทเม้นท์ อย่างไรเรียกแมนชั่น แต่พอศึกษาระดับหนึ่ง อพาร์ทเม้นท์ กับแมนชั่นในบริบทของสังคมไทย ใช้เหมือนกัน แต่อพาร์ทเม้นท์เป็นคำภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน แต่แมนชั่นในภาษาอังกฤษหมายถึงคฤหาสน์) แต่ว่ากล่าวโดยสรุปแล้ว เราหมายถึงเอกสารประกอบการเดินทาง ในที่นี้จะใช้คำว่า สมุดคู่มือการเดินทาง ดีไหมครับ ถ้าใครมีความรู้ช่วยบอกด้วยนะครับ

            เริ่มตั้งแต่ปกครับ

            1. ปกหน้ามีพื้นหลังเป็นลำน้ำโขง มีภาพพระธาตุหลวงทางซ้าย และประตูชัยอยู่ทางขวา มีรูปเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (ขอย้ำ!!!“สุพรรณ ไม่ใช่ สุวรรณ และ หงส์ ไม่ใช่ หงส์) ซ้นทับอยู่ด้านหน้า และด้านบนของภาพมีตัวอักษรภาษาไทยสีแดงเขียนคำว่า สายสัมพันธ์สองฝั่งโขง

            ภาพนี้มีนัยยะสำคัญมาก อธิบายได้ไม่หมดครบถ้วน แต่เอาคร่าวๆนะครับว่า สายน้ำโขงนี้ ย่อมหมายถึงวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ก็คือ สปป.ลาว และภาคอีสานของไทยนั่นเอง และเราจะเชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน เป็นภาพที่ดูอ่อนไหว แสดงให้เห็นภูมิประเทศ และวัฒนธรรมที่พึ่งพิงสายน้ำแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน เป็นตำนานแห่งสายน้ำ เป็นเส้นเลือดของชาวไทยลาวบริเวณนั้น

            ส่วนภาพพระธาตุหลวง เป็นสัญลักษณ์ของสปป.ลาวเลยก็ว่าได้ และใครที่ไปสปป.ลาวแล้วจะต้องไปกราบนมัสการพระธาตุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งภายในได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์จริงไว้ด้วย

            ภาพประตูชัย เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์เมืองเวียงจันทน์และสปป.ลาว ทุกครั้งที่ข้ามไปฝั่งสปป.ลาวจะต้องมีรูปประตูชัยอวดโฉมต่อชาวโลก

            ภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สุดยอดความงามของเรือแห่งสยามประเทศ หรือ

สุดยอดแห่งนาวาสถาปัตยกรรมสยาม นับว่าเป็นบุญแท้ของชาติไทยที่มีพระมหากษัตริย์ และช่างฝีมือเอกของชาติที่สามารถจรรโลงสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย เพราะว่ารูปเรือนี้ ถ้าปรากฏอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกที่ไหนนั่นคือ สัญลักษณ์ของประเทศไทยก็ว่าได้ และเมื่อพูดถึงสัญลักษณ์ของเอเปค 2003 แล้วหลายคนคงจะรู้แล้วว่าสัญลักษณ์นี้ คือ รูปหัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี และสัญลักญณ์เรือ หมายถึง การเดินทางอีกด้วย โดยเรือนี้ใช้ในพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค และถือกันว่าสวยงามที่สุดในขบวนเรือ ดังมีบทชมไว้ในกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ (กุ้ง) ที่กล่าวว่า

สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย             งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์                     ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรือสุวรรณหงส์ที่เจ้าฟ้ากุ้งกล่าวถึงและเรือลำอื่นๆในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ถูกเผาทำลายไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

และต่อมาจึงมีการสร้างขึ้นใหม่ เรียกชื่อว่า เรือศรีสุพรรณหงส์ สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1 ในจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ.2370 มีหมายรับสั่งให้จัด "เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์" เป็นเรือทรงพระบรมธาตุที่ได้อัญเชิญมาจาก เวียงจันทน์

และจากการที่เรือลำนี้มีลักษณะงดงามยิ่งจิ่งเป็นเจ้าของเหรียญรางวัลมรดกทาง ทะเลขององค์การเรือโลก แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดเป็นมรดกของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล ที่แสดงออกถึงความงามและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยองค์การดังกล่าว เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามีของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และทรงส่งพระราชสาส์นมาแสดงความยินดีด้วย

และตัวอักษรภาษาไทยสีแดงที่เขียนว่า สานสัมพันธ์สองฝั่งโขงนั้น นั่นคือ Theme ของงานนี้ครับ เราจะไปร่วมกันเจริญสัมพันธไมตรีด้านการศึกษา แม้จะเป็นเพียงหยดน้ำหยดเดียวเดียวแห่งห้วงมหาสมุทรก็ตาม แต่ก็เป็นก้าวแรกอันจะนำไปสู่ก้าวแห่งความสำเร็จไม่ใช่หรือ และจะเป็นใบเบิกทางสำหรับคนรุ่นต่อๆไป ในการมาเยี่ยมเยือน และเพื่อความสัมพันธ์ อันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของสองชนชาติ

ปล. วันนี้ไม่ได้ไปตัดผม เพราะร้านปิดวันจันทร์ (ไปเก้อ) แต่ก็ไปซื้อรองเท้าแตะคู่ใหม่มา ซึ่งไม่รู้ว่าใครก๊งกันแน่ พอมาถึงบ้านก็เจอรองเท้าข้างเดียวกัน 2 ข้าง และคนละเบอร์ด้วย (เฮ้อ...เอาอีกแล้วเรา)