ปรัชญาทางธุรกิจ

'ทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ให้มีคุณค่า' สูตรคิด สนั่น อังอุบลกุล
บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) หรือ SITHAI ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเรือธงสัญชาติไทยที่ออกไปสร้างชื่อเสียงในต่างแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศชาติและคนไทย ถึงแม้วันนี้ SITHAI ยังคงเติบโตและรักษาความเป็นผู้นำธุรกิจไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เห็นได้จากผลการดำเนินงานที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ตัวเลขรายได้ย้อนหลังระยะสองปีที่ผ่าน 2549-2550 อยู่ในระดับสูงกว่า 5,000 ล้านบาทเทียบกับปี 2547-48 อยู่ที่ระดับ 4,600-4,700 ล้านบาท และไตรมาสแรก 2551 ที่ระดับ 1,463 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมที่ระดับ 6,987 ล้านบาท
แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของ "สนั่น อังอุบลกุล" ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ SITHAI และบริษัทในเครืออีก 21 แห่ง ที่กำลังนำองค์กรก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ "ปีนี้เราฉลอง 45 ปี พร้อมกับประกาศวิชันในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ Worldclass"
สนั่นเริ่มคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่สองปีก่อน และเริ่มมองหาแนวทางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและคน และตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโรงงานเมลามีน SITHAI ที่จะไม่ใช่แค่โรงงานที่ใหญ่และที่ดีที่สุดในเมืองไทยอีกต่อไป แต่ต้องเทียบมาตรฐานสู่ระดับเวิลด์คลาส เป้าหมายปี 2552 เขาจะยกระดับขึ้นเป็น "ผู้นำในการผลิตเมลามีนของโลก( World Leader)"ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่
โดยสนั่นเลือกใช้ประโยชน์ช่วงค่าเงินบาทแข็งและดอกเบี้ยถูก ซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาใช้ในการผลิตและยุบโรงงานที่สุขสวัสดิ์มารวมกับโรงงานที่อมตะซิตี้ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น 15% และใช้คนลดลง 500 คนอนาคตเขาจะขยายปรับปรุงประสิทธิภาพไปใช้กับโรงงานที่บางปู และที่อื่นๆตามแผนงานถึงปี 2552 จะลดคนได้ทั้งหมด 1,000 คน
ก้าวต่อไปคือ การปรับทัศนคติและวิธีคิดของพนักงานจาก local เป็น global ซึ่งเขาเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กร จากนี้ไปไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่เร็วกว่าคู่แข่งเท่านั้นเพราะวันนี้มีเงินก็หาซื้อกันได้ แต่ที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดเป็นเรื่องของ "Wisdom" หรือ การใช้ความสามารถของคน " เราต้องเปลี่ยนความคิดของคนไทยเราว่า โลกปัจจุบันนี้เราจะเป็นแค่ country citizen หรือเป็นพลเมืองของประเทศเท่านั้นไม่ได้ แต่เราต้อง เป็น global citizen หรือ พลโลก และต้องออกไปสู้กับคนข้างนอก "
เขาขยายความให้ฟังว่าที่ SITHAI คิดอย่างนี้เพราะความพร้อม ทั้งด้านการเงิน และเทคโนโลยี ส่วนคนยังต้องค่อยๆ ปรับ "แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผมมี GUTE คือมีความกล้าในการตัดสินใจว่า ต้องไปอย่างนี้ "
ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการมานานและผ่านบทเรียนจากวิกฤติมาหลายรอบทำให้วันนี้แข็งแกร่งขึ้น และต้องรอบรู้รอบตัวด้วย จึงจะสามารถรับมือกับสภาวะต่างๆและบริหารความเสี่ยงกับโจทย์ยากในทุกด้านได้ดี โดยเฉพาะการจัดทัพ เปลี่ยนแปลงคนซึ่งเป็นเรื่องเขายอมรับว่ายากที่สุด
คุณสนั่นถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้าง SITHAI ก้าวมาถึงวันนี้ โดยย้อนไปดูเส้นทางเดินนับแต่วัยเด็กเขาเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนกรุงเทพพิทยา แต่ไปจบมัธยมปลายที่ Winter Park High School รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กลับมาเรียนต่อที่ โรงเรียนอัชสัมชัญพาณิชยการ และไปจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจที่ มหาวิทยาลัย Oglethorpe รัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ หลักสูตรมินิเอ็มบีเอ รุ่น 1 ของธนาคารกรุงเทพร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน(ปรอ.)รุ่น 3
หลังจากเดินทางกลับมาไทยเมื่อ 35 ปีก่อนเริ่มต้นทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบริการ ที่ บริษัท เรคเคอมาน จำกัด ที่มี SITHAIเป็นลูกค้าจึงได้พบกับคุณสุมิตร(ผู้ก่อตั้ง SITHAI)จนรู้สึกรักน้ำใจและนิสัย และได้ชวนมาทำงานด้วย ตั้งแต่อายุแค่ 26 ปีในตำแหน่งผู้ช่วยคุณสุมิตร ช่วง 6 ปีแรกสนั่นเผยว่าได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเรื่องคนเพราะเป็นธุรกิจครอบครัวที่ตัดสินใจคนเดียว "ตอนนั้นนายเก่าบอกถ้าอยู่ไม่ได้ก็ให้กลับมา แต่มาถึงขั้นนั้นแล้วก็ต้องสู้ หลายครั้งที่ผมเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟทุกวัน"
แต่ก็ยอมรับถึงความสำเร็จในวันนี้ว่า มีคุณสุมิตร เป็นต้นแบบ แม้ท่านการศึกษาน้อยมาก แต่เป็นคนใจกว้างและมีวิสัยทัศน์ไกล ก็ได้เรียนรู้เรื่องวิสัยทัศน์ และการคิดนอกกรอบ" ท่าน(คุณสุมิตร)เป็นคนกล้าคิดกล้าทำ" ซึ่งก็ได้แนวคิดและนำมาปรับใช้เพราะการคิดนอกกรอบ ต้องมีคู่อีกคนที่คิดในทางลบเพื่อคอยถ่วงกัน "ตัวผมเองจะคิดเร็วมากก็จะมีทีมคอยดู ว่าที่คิดนั้นใช่หรือเปล่า ก็จะไปดึงกันได้ดี"
ส่วนปรัชญาการทำงานส่วนตัวที่ยึดมาตลอด คือ"ต้องทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ นั่นคือมีคุณค่า" เมื่อมาดำเนินธุรกิจก็ยึดหลักเดียวกันนี้ คือ ไม่เน้นแข่งขันเรื่องราคา แต่ต้องสร้างคุณค่าและคุณภาพ ซึ่งนำมาใช้กับการบริหารงานใน SITHAI ที่แม้หลายคนยังมองว่าเป็นธุรกิจแบบครอบครัว แต่คุณสนั่นอธิบายว่า ความผูกพันระหว่างบริษัทกับพนักงานยังเป็นลักษณะครอบครัว แต่เรื่องคนปัจจุบันได้ดึงมืออาชีพเข้ามาร่วมงาน เช่น อินเดียมาพัฒนาด้านระบบไอที ออสเตรเลียมาพัฒนาด้านเทคโนโลยี อังกฤษมาดูด้านบริหาร และญี่ปุ่นดูแลเกี่ยวกับธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นการสร้าง cross culture เพื่อสร้างคนไทยเป็นพลโลก
สิ่งท้าทายการทำงานของสนั่นจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องการสร้าง SITHAI ใน 5 ปีข้างหน้า ก้าวไปสู่ Worldclass และพัฒนาคนที่จะขึ้นมาเป็น CEO แทนใน 5 ปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน ถือเป็นการสร้างทายาทในการบริหารองค์กรต่อไป ซึ่งเขายืนยันว่าไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนมาจากครอบครัว แต่เป็นใครก็ได้ที่มีความพร้อม
ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาว มาถึงวันนี้ย่างเข้า 62 ปีแล้ว คุณสนั่นกล่าวว่าทำให้ได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรกลับบ้านก็จบ จึงไม่ค่อยเครียดเพราะคิดว่า " เมื่อเราพยายามทำดีที่สุดแล้ว อะไรมันจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด" การทำงานจึงไม่มีอะไรเป็นสิ่งน่ากลัว แต่ให้ข้อคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรักตัวเอง เพราะ ถ้าสุขภาพไม่ดีคนอื่นก็ช่วยเราไม่ได้ และรู้จักทำจิตใจให้ร่าเริง สนุกกับงาน "ผมเดินทางไปที่ไหนก็นอนได้ ขึ้นรถก็นอน ติดเงินตั้ง 7,000 ล้านก็นอนหลับได้"
พร้อมกับให้ข้อคิดฝากคนรุ่นใหม่ ว่า แม้คนรุ่นใหม่จะมีความรู้ทำอะไรก็ได้ แต่การทำธุรกิจมันไม่มีสูตรเบ็ดเสร็จ ต้องปรับเปลี่ยนและตื่นตัวตลอดเวลา มีปัญหาก็ไม่เหมือนกัน "สิ่งที่ผมห่วงคนรุ่นใหม่มาก คือ ความไม่อดทน ไม่อดกลั้น และท้อถอย พอเจอปัญหาแล้วเลิกดีกว่า" แต่ถ้ารู้จักฝึกให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่า"ความล้มเหลวไม่มี มีแต่ว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคคือสิ่งที่เป็นบทเรียนที่ดีที่สุด " ถ้าคิดอย่างนี้ได้คนรุ่นใหม่ จะได้เปรียบกว่าคนรุ่นก่อน และจะสามารถสร้างสังคม องค์กร และสร้างประเทศชาติให้แข็งแกร่งได้

เป็นผู้บริหารที่อารมณ์ดี และใส่ใจสร้างวินัยในการรักษาสุขภาพ จนอายุเป็นแค่เพียงตัวเลข ด้วยการตีกอล์ฟคนเดียวเดิน 9 หลุมแต่เช้าทุกวันในเวลา 1 ชั่วโมงที่สนามราชพฤกษ์ ยกเว้นวันอาทิตย์ที่ยกให้เป็นวันครอบครัว จะพาภรรยาและลูกไปทานข้าว ดูหนัง ดูละคร และเที่ยวพักผ่อนบ้างถ้าไปได้ไปต่างประเทศ และทำงานคืนสังคมเพราะคิดว่าตัวเองโชคดีเกิดมามีส่วนเกินเกือบทุกอย่าง เมื่อมีโอกาสทำงานถวายงานให้เจ้านาย และสังคมได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจตัวเรา