ถ้าท่านพ่อแม่หรือผู้ปกครองได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 แล้วผมคิดว่าคงเข้าใจและคิดว่าสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ถ้ามีข้อคิดเห็นอย่างไร ต่อไปนี้เป็นแนวทางชุดที่ 3 ที่จะใหท่านได้ศึกษาครับ
เด็กมีลักษณะพิเศษเฉพาะซึ่งไม่เหมือนเด็กอื่น ๆ เด็กบางคนไม่ค่อยอยู่นิ่ง ในขณะที่เด็กบางคนจะอยู่นิ่ง ๆ ได้มากกว่า เด็กบางคนร่าเริงและชอบทำเสียง เด็กบางคนเงียบขรึม เด็กบางคนอ้วนกลม บางคนอาจรูปร่างผอมบางและขายาว เด็กไม่เพียงแต่ดูและทำแตกต่างกันเท่านั้น แต่เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กทารกแต่ละคนจึงมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร อย่าพยายามเปรียบเทียบเด็กกับพี่ชายพี่สาวของเขา หรือเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ เพราะเด็กมีพัฒนาการในลักษณะที่เป็นของตนเอง
เด็กกำลังสำรวจโลกของเขา
เมื่อกล้ามเนื้อของเด็กเริ่มแข็งแรงขึ้น และ ส่วนหลังของเด็กจะแข็งแรงขึ้นและเหยียดตรงขึ้น เด็กเรียนรู้ที่จะผลักตัวเองให้อยู่ในท่านั่ง และจะฝึกนั่งมากขึ้น โดยในท่านั่งนี้ เด็กสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าแต่ก่อน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
เมื่อแขนของเด็กเริ่มแข็งแรงขึ้น เด็กจะใช้แขนให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เด็กจะใช้นิ้ว
หยิบจับสิ่งต่าง ๆ พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง อาจเรียกชื่อสิ่งของที่เด็กกำลังจับ หรืออาจพูดว่า “อย่านะ”“ไม่เอา” พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ควรพูดถ้อยคำแสดงการยอมรับและให้กำลังใจตามความเหมาะสม เช่น “ใช่” ส่งยิ้มหรือพยักหน้าให้เด็ก การส่งเสียงดัง “อย่า อย่า อย่า” จะทำให้เด็กเสียขวัญและหมดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกและนอกจากนี้ เมื่อเด็กสามารถคลานและกำมือได้ เด็กจะหยิบทุกสิ่งที่เด็กเอื้อมถึง เด็กจะฉวยทุกสิ่งเข้าปาก ดังนั้น สิ่งของที่เป็นอันตรายจะต้องเก็บให้พ้นมือเด็ก
พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง จะพบว่าเด็กสามารถหยิบจับและกำสิ่งของ ได้นานก่อนที่จะเรียนรู้ การปล่อยสิ่งของเมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะปล่อยสิ่งของได้แล้ว เด็กจะทิ้งของลงพื้น และชอบที่จะเห็นพ่อแม่และผู้ปกครองมาเก็บกวาด เมื่อพ่อแม่ หรือผู้ปกครองต้องเจอกับเหตุการณ์นี้ จะต้องรีบฉวยโอกาสกล่าวถึงสิ่งที่เด็กกำลังปล่อยลงพื้น พูดถึงการกระทำของเด็กและของตนเอง เช่น “ตกแล้ว นี่ไง แม่เก็บขึ้นนะ”
ถ้าขาของเด็กแข็งแรงพอ เด็กอาจสนุกที่จะให้พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ชูตัวเขาขึ้นโดยการยกที่ฝ่าเท้าของเขาเพื่อเด้งขึ้นเด้งลง พร้อมอาจพูดเป็นจังหวะ “ขึ้น ลง ขึ้น ลง”
นอนน้อย ตื่นมาก
โดยค่อยเป็นค่อยไป เด็กเริ่มที่จะตื่นมากขึ้นในแต่ละวัน แต่ในปลายปีแรกของชีวิต เด็กส่วนมากต้องการงีบหลับวันละครั้งเดียว โดยเฉพาะในตอนกลางวัน พยายามให้เด็กนอนเวลาเดียวกันทุกวัน ทั้งแม่และเด็กต่างต้องการพักผ่อนทั้งคู่ เวลาเข้านอนตามปกติอย่างมีความสุขร่วมกันระหว่างแม่และเด็กจะช่วยให้เด็กสงบอย่างมีพลัง เมื่อชีวิตของเด็กเริ่มมีความน่าสนใจและตื่นเต้นมากขึ้น เด็กอาจต่อต้านการนอนหลับ ช่วยให้เด็กสิ้นสุดวันที่เต็มไปด้วยการผจญภัยโดยการโอบกอดและร้องเพลงสักเล็กน้อยใกล้ ๆ หูเด็ก ใช้เวลาขณะที่ร้องเพลงกล่อม เขย่าตัวลูกน้อยเบา ๆ การให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนนอนอาจทำให้เด็กลดความต้องการได้ลง
แนวคิดเพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลานอน
§ ดูสมุดภาพที่เด็กชื่นชอบร่วมกัน
§ อุ้มเด็กขึ้นเตียงนอน พร้อมกับการหอมแก้ม และ โอบกอด
§ ช่วยให้เด็กผ่อนคลายโดยการลูบหลังเบาๆ
§ อยู่ใกล้กับเด็กสักครู่หนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เด็กรู้สึกไม่สบายตัวหรือร้องไห้
§ ทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่ หรือผู้ปกครองรักเขา
ถ้าเด็กร้องไห้ สำรวจดูให้แน่ใจว่าเด็กสบายตัวและปลอดภัยหรือไม่ อย่าใช้เวลาเล่นมากเกินไปก่อนนอน มิฉะนั้นเด็กอาจเรียนรู้ว่าการเรียกร้องความสนใจของเขาได้รับการตอบสนอง
ฝึกการขับถ่าย เมื่อไรที่พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง และเด็กจะพร้อม
พ่อแม่ หรือผู้ปกครองส่วนมากทั่วไป อาจกังวลหรือสงสัยเกี่ยวกับการฝึกขับถ่ายให้เด็ก ตัวเด็กต้องมีความพร้อม สัญญาณของความพร้อมมักไม่ได้แสดงให้เห็นจนกระทั่งเมื่อสิ้นสุดขวบปีที่ 2 พ่อแม่ หรือผู้ปกครองจะสังเกตเห็นสัญญาณต่อไปนี้
§ เด็กไม่ฉี่รดกางเกง (สามารถควบคุมกระเพาะปัสสาวะ และ ลำไส้) เป็นเวลานานขึ้น
§ เด็กแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเขาฉี่รดกางเกง
§ เด็กสามารถนั่งและยืนได้เองแล้ว
การตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังทำและร่างกายตั้งตรง นับเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เด็กจะสามารถรับการฝึกการขับถ่ายด้วยและพัฒนาจนมีนิสัยการขับถ่ายที่ดี
เมื่อทั้ง พ่อแม่ หรือผู้ปกครองและเด็กพร้อมและรู้สึกผ่อนคลาย สามารถขอคำแนะนำพิเศษเกี่ยวกับการฝึกขับถ่ายได้จากพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง