วันแรกที่ดิฉันมาทำงานที่รพ.สงขลานครินทร์ จำได้ว่ามีกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง 1 ใบ ได้พักที่แฟลตศรีตรัง 2 ซึ่งเป็นห้องเดี่ยว มีห้องนอน ห้องน้ำ และครัวเล็กๆ ในห้องจะมีเตียงนอน เบาะ หมอน ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้
หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มซื้อข้าวของต่างๆเข้ามาไว้ในห้องเรื่อยๆจนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ มีห้องพักที่แฟลตดาราคามว่างลง ดิฉันจึงตัดสินใจย้ายห้องเพราะเป็นห้องที่กว้างกว่าเดิมประมาณ 3 เท่า และต้องรอคิวนานมากกว่าห้องจะว่าง ( รอคนที่พักอยู่เดิมเกษียณแล้วคืนห้องนั่นแหละ )
ดิฉันติดต่อผู้ที่รับจ้างขนของ เค้าบอกว่าให้แพ็คลงกล่องให้เรียบร้อยถึงวันนัดเค้าจะมาขนอย่างเดียว พอเก็บของก็ตกใจ ทำไมเรามีสมบัติ ( บ้า )มากขนาดนี้เลยเหรอ
วันอาทิตย์ ดิฉันแพ็คทุกอย่างจนหมดพร้อมที่จะย้ายในวันเสาร์หน้าโดยเหลือของที่จำเป็นต้องใช้ไว้บางส่วนคือ ชุดทำงาน 3 ชุด ชุดนอน 2 ชุด เสื้อผ้าสำหรับใส่ไปข้างนอก 3 ชุด และสำหรับออกกำลังกาย 2 ชุด แต่พอถึงวันศุกร์ได้รับแจ้งจากแม่บ้านว่าที่ห้องใหม่ของดิฉันมีน้ำรั่วจากหลังคาให้รอซ่อมก่อนอย่าเพิ่งย้าย ช่วงนี้ฝนตกด้วยไม่สะดวกที่จะให้คนงานปีนขึ้นหลังคา
ตายละซิ แพ็คของหมดแล้วทั้งผูกเชือกทั้งติดเทปอย่างดี ไม่อยากแกะออกมาอีก ดิฉันจึงใช้ชีวิตประจำวันกับข้าวของที่เหลือไว้เพียงเท่านั้น โดยปรับตัวใหม่เช่น จากที่เคยซักผ้าอาทิตย์ละครั้ง ก็ต้องซักวันเว้นวันเพื่อให้พอใช้ เวลาผ่านไป 1 เดือน ดิฉันแปลกใจตัวเองเหมือนกัน เอ๊ะ เราอยู่กับของแค่นี้ได้ยังไง ?
ดิฉันหันไปมองรอบๆตัว แสดงว่าไอ้บรรดาข้าวของ20 กว่าลัง กระเป๋าเดินทางอีก 5 ใบซึ่งวางอยู่เต็มห้องจนแทบไม่มีที่จะเดินเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นใช่มั๊ย หรือเกินจำเป็นละซิ
ถ้ามีความสุข
ก็มีไปเหอะ
เกินจำเป็นก้อช่างมัน จิงป่าว อิ อิ
เป็นโรคเดียวกันเลยค่ะ แต่ยังไม่รุนแรงมาก กำลังคิดว่า
ถ้าย้ายหอพักทุกปี อาการน่าจะดีขึ้นนะคะ
คุณน้องหนูคะ
มีความสุขตอนได้ซื้อค่ะ
คุณสิริยาคะ
โรคของดิฉันคงรักษายากแล้วละค่ะ