กศน.พานทอง

บันทึกวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๑

          วันนี้เป็นอาทิตย์ที่ต้องมีภารกิจการพบกลุ่มนักศึกษา ไปถึงห้องเรียนของโรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ยังไม่เก้าโมงเช้าเลยสังเกตปฏิกิริยาของนักศึกษาที่กำลังนั่งคอยเวลาขึ้นไปบนห้องว่าเขาทำอะไรกัน เข้าก็ทำการบ้านที่บางคนยังไม่เข้าใจเอาออกมาพูดคุยกัน เก้าโมงทุกคนก็ขึ้นไปห้องเรียน วันนี้สอนเกี่ยวกับเรื่องเลขยกกำลังต่อ บางครั้งสอนให้คนอื่นเข้าใจนี่มันยากมากตัวเองพูดไปแต่ผลที่ได้รับไม่รู้นักศึกษาเข้าใจกันหรือเปล่า แต่มีปฏิกิริยาของคนที่ยังไม่เข้าใจแล้วถามตอบกลับมาผู้สูงวัยชอบเข้าใจอะไรยาก ตรงตามทฤษฎีของการศึกษาผู้ใหญ่ ปรัชญาการศึกษาผู้ใหญ่กล่าวไว้ว่า

1.ครูส่วนใหญ่ตอบคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดจึงจัดการเรียนการสอนแบบที่ทำอยู่  ทำไมไม่สอนแบบอื่น  ความจริงก็คือ  ครูส่วนใหญ่ปฏิบัติการสอนไปตามที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาและฝึกฝนมา โดยไม่ตระหนักว่า  สิ่งที่ทำนั้นๆมาจากหลักการหรือฐานความคิดอะไร  เพราะครูเหล่านั้นมักมุ่งความสนใจหรือได้รับการสอนที่มุ่งไปที่วิธีการทำวิธีการปฏิบัติ  มากกว่าการทำความเข้าใจในพื้นฐาน   แต่การปฏิบัติมักอยู่ในรูปแบบของการเลียนแบบ  ไม่สามารถยืดหยุ่นการสอนของตนให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้  จะผิดกับครูที่ปฏิบัติโดยแม่นในหลักการ  เขาจะสามารถแก้ปัญหา  ปรับการสอนใช้เทคนิควิธีการอื่น

2.  ในทางตรงกันข้ามกับข้อแรก  ครูบางคนบอกว่าตนมีความเชื่อถือ  เห็นดีเห็นงามกับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง  แต่ปรากฏว่า  พฤติกรรมในการสอนตลอดจนการกระทำทั้งหลายๆอย่างของครู  กลับไม่เป็นไปอย่างสอดคล้องกับแนวคิดนั้น  เช่น  เมื่อผู้เรียนเสนอความคิดที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน  ก็แสดงกิริยาท่าทางที่ไม่พอใจบางครั้งก็เผลอใช้วาจาดูถูกผู้เรียนที่เรียนอ่อน  เนื่องจากครูส่วนใหญ่รับความคิด  ความเชื่อ  หรือปรัชญาต่างๆมาจาการศึกษา  แต่แท้ที่จริงแล้วในความเป็นจริง  มิได้มีความเชื่อถือ  ศรัทธาอย่างแท้จริงเกิดขึ้น  เป็นผลทำให้เกิดการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อถือที่ตนคิดว่าเชื่อ  ครูเหล่านั้นมีความผิดที่ไม่สามารถปรับหรือพัฒนาตนเองให้มีพฤติกรรมตามปรัชญาการศึกษาที่พึงประสงค์  เนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนหรือการรับรู้ในแนวคิดใดๆนั้น

ในมุมมองของชาวพุทธมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพแห่งความเป็นพุทธะอยู่ในตัว  หมายความว่าทุกคนมีธรรมชาติที่พร้อมจะงอกงามเบิกบานออกมาเป็นคุณภาพของสติปัญญา  เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ยับยั้งชั่งใจ นับถือตนเอง และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น   จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์คือ การเพาะเมล็ดพันธ์ุเหล่านี้ให้งอกงามในจิตใจเพื่อตนเองจะเข้าถึงสัจธรรมและเพื่อสังคมที่เอื้อโอกาสให้คนอื่นเข้าถึงได้ด้วย   นี่คือหนทางของความสุขที่แท้ เพราะจะลดอกุศล คือความอยากต่างๆ (ตัณหา)ที่เป็นต้นเหตุของทุกข์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นและเพิ่มพูนธรรมชาติส่วนที่เป็นกุศลในการเข้าถึงความจริงสำหรับบุคคล มีปัจจัยที่จำเป็นสองอย่างอย่างแรกคือ โยนิโสมนสิการ คือรู้จักใช้สติปัญญาอย่างแยบคาย เป็นปัจจัยภายในอย่างที่สองเป็นปัจจัยภายนอกคือ ปรโตโฆสะสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อให้เราเข้าถึงความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัลยาณมิตรแต่ย่อมรวมถึงระบบคุณค่าในสังคมหนังสือที่เราอ่าน สื่อมวลชนที่เราเสพย์ ฉะนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษาและการพัฒนาย่อมเป็นส่วนสำคัญของปรโตโฆสะและควรสร้างคุณค่าให้สังคมที่ไปในทางเกื้อกูลกุศล ลดอกุศลนี่ย่อมตรงกันข้ามอย่างที่เป็นอยู่ในการศึกษากระแสหลักปัจจุบัน  กับทั้งการศึกษาตามนัยนี้ หาได้จำกัดอยู่ในวงแคบๆ เพียงในห้องเรียน ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาต่างๆ  เท่านั้นไม่เมื่อมองจากพุทธทัศนะ การศึกษาก็คือไตรสิกขาที่ครอบคลุมทั้งหมดของชีวิต และมักรู้จักกันดีในนามของมรรคองค์แปด  สิกขาจะสอนว่าจะฝึกมองโลกอย่างไรจึงจะลดความทุกข์  มุ่งพัฒนาความตั้งใจและแรงจูงใจการพูด การกระทำ การดำรงชีวิต การบ่มเพาะความคิด   รวมไปถึงเรื่องของการพัฒนาตนให้เกิดความสงบและสันติ ในการดำรงชีวิตประจำวันการศึกษานี้เป็นเรื่องขององค์รวมที่พัฒนาชีวิตหลากหลายในทุกด้านไม่ใช่การฝึกให้โดดเด่นในเรื่องเดียว  แต่ให้สมอง หัวใจ มือและปากประสานสอดคล้องกัน   ในความหมายเช่นนี้ชีวิตเป็นการศึกษาโดยตัวของมันเองและทุกคนทุกระดับสติปัญญาสามารถบรรลุการศึกษาขั้นสูงสุด(อุดมศึกษา)ได้ทั้งสิ้นแม้จะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็ตามสิกขา เป็นการศึกษาที่ช่วยให้คนลดความโลภ ความเกลียดชังลงและเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง ในกระบวนการนี้บุคคล และชุมชนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและเข้มแข็งขึ้น   ความปรารถนาส่วนตัวจะลดลง   แต่กลับมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น และมีสติปัญญามากขึ้นไม่เอาตนไปเปรียบเทียบกับคนอื่น    เราจะผ่อนคลายและพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีสิ่งที่เราเป็น  ดังนั้นเราจะไม่ถูกยั่วยวนให้ติดกับในความต้องการทรัพย์สินไม่สิ้นสุด  ความปรารถนาให้ผู้คนยอมรับ  และความอยากจะมีอำนาจอย่างไม่รู้จักพอ  เมื่อบุคคลและชุมชนไม่ยึดติดกับความอยากอันอกุศล   ธรรมชาติด้านบวกอันเป็นกุศล เช่นความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความมีปัญญา ความกรุณาก็จะเบ่งบานขึ้น     การศึกษานี้ไม่มุ่งให้สังคมก้าวไปข้างหน้าทางวัตถุอย่างไม่มีสิ้นสุดหากมุ่งให้บุคคลและชุมชนเป็นตัวของตัวเอง  ตระหนักรู้ ภาคภูมิใจขณะเดียวกันก็สามารถวิพากษ์ตัวเราหรือชุมชนได้อย่างมีวิจารณญาณ  นี่จะนำความมั่นใจที่แท้จริง และการเคารพตนเองกลับมา  การศึกษาแบบนี้ไม่ได้มุ่งให้เราอยากมีอยากเป็นในสิ่งที่เราไม่มีไม่เป็น  ความเชื่อมั่นกับนับถือตัวเองที่พูดถึงในที่นี้  เป็นคนละแบบกับความเชื่อมั่นที่อยู่บนรากฐาน ของอัตตาและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน  ความเชื่อมั่นที่แท้ ไม่ต้องเปรียบเทียบว่าตนต่ำต้อย เหนือกว่า หรือเสมอผู้อื่น  มีที่มาจากความรักและความเห็นใจ  ยิ่งมีพลังทางบวกเช่นนี้มากเท่าไรยิ่งผลักดันให้บุคคล ลดความสนใจในตัวเองน้อยลงเท่านั้น  ฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกัน   แต่ในทางปฏิบัติแล้ว   ยิ่งลดตัวตนมากเท่าไรยิ่งเพิ่มพลังให้กับการบรรลุผลของกุศลมากเท่านั้น   ในทางพุทธศาสนาประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ไม่จำต้องขัดแย้งกัน หากว่าประโยชน์นั้นเป็นไปในทางกุศล ทั้งนี้หมายความว่าการศึกษาจะไม่ผลักดันให้เกิดการเน้นเสริมทางด้านการแข่งขันแต่ให้ค่ากับการร่วมมือกันและให้โอกาสเยาวชนหรือคนทุกเพศ-วัยในสังคมได้พัฒนาตนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์การเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ นักการเมือง นักกฎหมาย แพทย์ นักเคลื่อนไหวกลายเป็นเรื่องรองจากการได้เป็นมนุษย์ที่แท้อย่างไรก็ตามปรัชญาการศึกษาเช่นนี้จะเป็นไปได้จริงทั่วทั้งสังคมก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูประบบหรือโครงสร้างของสังคมไปเป็นขั้นๆด้วย เพราะการศึกษาตามนัยนี้ สังคมทั้งระบบย่อมเป็นห้องเรียนด้วยตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่นระบบการศึกษาเพื่อฝึกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเฉพาะด้าน เช่น  แพทย์ นักกฏหมาย นักคอมพิวเตอร์ วิศวกร และอื่นๆควรจัดสัดส่วนที่สมดุลผู้เรียนให้กระจายออกไปทุกชุมชนไม่ใช่เปิดโอกาสเฉพาะพวกหัวกะทิในเมืองใหญ่เท่านั้นระบบคัดเลือกระบบเตรียมคนต้องเปลี่ยนใหม่หมด  เนื่องจากการศึกษาเฉพาะด้านเป็นการลงทุนของสังคมทั้งสังคม ฉะนั้นคนที่มาจากชุมชนไหน ควรกลับไปรับใช้ชุมชนนั้นแม้แต่คนที่อาศัยในป่าเขาก็ต้องได้รับอัตราส่วนที่นั่งเรียนด้วยโดยเฉพาะวิชาชีพเฉพาะด้านที่จำเป็นของชุมชน เช่น แพทย์ นักกฎหมาย ตำรวจนักบริหารจัดการ เป็นต้น  ผู้เรียนวิชาเฉพาะพวกนี้ไม่ควรจะมีเฉพาะเด็กหัวกะทิและชนชั้นกลางซึ่งทะเยอทะยานอยากทำเงินให้ได้มากๆ  มีชีวิตที่สุขสบายในขณะที่คนส่วนมากยังยากลำบาก  เช่นแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

สรุปข้อเปรียบเทียบบางประการ

ระหว่างการศึกษากระแสหลักและการศึกษาทางเลือกตามแนวพุทธ

การศึกษากระแสหลัก

การศึกษาทางเลือกแบบพุทธ

  • ก. เน้นการจำ และเข้าใจในแง่สมอง มีลักษณะแยกส่วนผู้เรียนไม่ได้เติบโตอย่างเป็นองค์รวม ศักยภาพหลายอย่างไม่ได้รับการพัฒนา
  • ข. ครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน เน้นสอนมากกว่าเรียนผู้เรียนเป็นฝ่ายรับเสียมากกว่า ครูมีแนวโน้มอำนาจนิยม หลักสูตรและวิชาต่างๆถูกกำหนดจากส่วนกลาง เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับชีวิต
  • ค. เน้นปัจเจกนิยม การแข่งขัน เห็นแก่ตัว
  • ง. ก่อให้เกิดการดูถูกรากเหง้าทางวัฒนธรรมและศาสนธรรมของตนเองและนิยมยกย่องความทันสมัย
  • จ. ทำให้ผู้เรียนเกิดปมด้อยและปมเขื่อง ลึกๆทำให้รู้สึกว่าตัวเราดีไม่พอต้องเลื่อนฐานะ ต้องก้าวหน้า และสอนให้ดูถูกคนที่เรียนไม่เท่าเราว่าโง่กว่าด้อยกว่า ลึกๆ ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวมีตัวเป็น
  • ฉ. เรียนเพื่อไปเป็นลูกจ้าง เสมียน นักเทคนิค ผู้ประกอบการสำคัญที่สุดความสำเร็จสำคัญที่สุดในชีวิต
  • ช. การเรียนจำกัดอยู่ที่ห้องเรียน หนังสือ สื่อสมัยใหม่เป็นหลักส่วนมากหยุดเมื่อออกจากสถาบันการศึกษาไปแล้ว

 

  • ก. ให้ความสำคัญกับสมอง หัวใจ ร่างกาย ความสัมพันธ์กับตนเอง เพื่อนมนุษย์และธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้ศักยภาพที่ซ่อนเร้นต่างๆได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่
  • ข. ครูกับผู้เรียนเรียนไปพร้อมๆ กัน เรียนจากกันและกันแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเสรีและไม่จำเป็นว่าครูต้องถูกเสมอไปนักเรียนร่วมกำหนดเนื้อหาและกระบวนการเรียน
  • ค. เน้นเรียนเป็นหมู่คณะ การร่วมมือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
  • ง. ก่อให้เกิดความภูมิใจในรากทางวัฒนธรรมและศาสนธรรมของตนเองมองความทันสมัยด้วยวิจารณญาณ
  • จ. ทำให้พอใจชีวิตโดยพื้นฐาน รู้สึกว่าตัวเราอย่างที่เรามี เราเป็น เป็นใช้ได้แต่ไม่เห็นคนอื่นด้อยกว่า หรือเหนือกว่า มั่นใจแต่ไม่ข่มคนอื่นไม่เห็นความจำเป็นต้องเลื่อนสถานะทางสังคมชีวิตก็มีความหมาย
  • ฉ. เรียนเพื่อที่จะเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ความสุขสำคัญที่สุดในชีวิต
  • ช. การศึกษาคือการตัดสินใจเลือก และศึกษาด้วยตนเองเป็นหลักรวมทั้งจากประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตและศึกษาตลอดชีวิต