ขับเคลื่อนกระบวนการชุมชนเตรียมความพร้อม “กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม”


เกี่ยวกับการเคลื่อนงานการจัดสวัสดิการสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ล่าสุดวันที่ 17-19 มิถุนายน 2551 สำนักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จัด เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาสังคมและสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ซึ่งเวทีนี้กระทรวงพม.จัดขึ้นทุกภาค ภาคใต้เป็นเวทีสุดท้าย สถานที่จัดประชุมครั้งนี้คือโรงแรมมาริไทม์ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ กลุ่มเป้าหมาย ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชนผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด  

 

ทีมวิจัย โครงการวิจัยนำร่องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและการจัดสวัสดิการสังคมเชิงพื้นที่ โดยคุณภีม ภคเมธาวี ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในเวที จึงเป็นโอกาสดีที่ทีมงานโดยผศ.ดร.ทิพวัลย์ รัช และน้องแหม่มได้ติดตามศึกษางานเพิ่มพูนความรู้ด้วย ทีมวิจัยมีโอกาสร่วมเวทีเพียง 2 วันคือวันที่ 17 และ 18 มิถุนายน

                เวทีวันที่ 17 มิถุนายน เริ่มเวทีเวลา 13.00 น. โดยดร.ครูชบ ยอดแก้ว บรรยายเรื่อง การจัดสวัสดิการแบบบูรณาการในชุมชน กล่าวถึงพัฒนาการของการก่อตั้งกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท ในจังหวัดสงขลาโดยสรุปคือริเริ่มมาจากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต มีกิจกรรมการฝาก กู้ สวัสดิการ แนวคิดใช้เงินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนจนสามารถเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นทั่วประเทศ หลังจากได้เดินทางบรรยายแนวคิดของกลุ่มและศึกษาแนวคิดกลุ่มอื่นไปพร้อมกันพบว่าในประเทศไทยมีการรวมกลุ่มอยู่ทั่วไปทั้งกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มศาสนา กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ  กลุ่มบูรณาการ(ออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ) ทั้งหมดจัดสรรกองทุนสวัสดิการได้ยากเนื่องจากต้องแบ่งกำไรจากส่วนอื่นมาเข้ากองทุนอีกต่อหนึ่ง จึงพัฒนาแนวคิดให้เกิดกองทุนที่จัดสวัสดิการแก่สมาชิกโดยตรงเป็นกองทุนลดรายจ่ายวันละ 1 บาทเพื่อจัดสวัสดิการ หลักคิดจากการให้ค่าของคนจน คนรวยมีความเท่าเทียมกันด้วยเงิน 1 บาท การบริหารเงินกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท จัดสรรเป็น 3 ส่วน ร้อยละ 50 จัดสวัสดิการ 9 เรื่อง  ร้อยละ 30 ลงทุนวิสาหกิจ ธุรกิจชุมชน การศึกษา ร้อยละ 20 เป็นกองทุน ในการกำหนดระเบียบกองทุนสามารถให้แต่ละกลุ่มนำไปปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละกองทุนได้

                ถัดมาเป็นการบรรยายเรื่อง กระบวนการ วิธีการและการสนับสนุนกระบวนการชุมชนสู่การปฏิบัติ โดยคุณภีม ภคเมธาวี บรรยายเรื่องการจัดสวัสดิการของรัฐ และประชาชนบนฐานวัฒนธรรม ศาสนา การจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น จากนั้นแบ่งกลุ่มย่อยให้โจทย์แก่เวที 2 ข้อ 1) การจัดสวัสดิการชุมชนที่ท่านคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ๆ 2) ความสำเร็จของกรณีตัวอย่างดังกล่าวเกิดจากอะไร เมื่อแต่ละกลุ่มนำเสนอเสร็จ คุณภีมบรรยายต่อเรื่อง บทบาทหน้าที่ผู้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ ความเชื่อมโยงของการจัดสวัสดิการสังคมกับแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการสังคมทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่

                วันที่ 18 มิถุนายน แบ่งกลุ่มศึกษางานเป็น 2 คณะ คณะที่ 1 ศึกษางานที่จังหวัดกระบี่ กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตำบลเขาคราม ประเด็น การขับเคลื่อนกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากลม ประเด็น การจัดสวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืน(ใช้ครอบครัวเป็นฐาน) คณะที่ 2 ศึกษางานที่จังหวัดพังงา อบต.ลำภี ประเด็น การจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นสู่การบูรณาการการทำงานเชิงพื้นที่ และศูนย์ประสานงานชุมชนบ้านน้ำเค็ม ประเด็น การแก้ปัญหาชุมชนหลังสึนามิกับการส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชน

                รัชกับน้องแหม่มมีโอกาสศึกษางานร่วมกับคณะที่ 2 กลุ่มแรก อบต.ลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ประเด็น การจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นสู่การบูรณาการการทำงานเชิงพื้นที่ผู้มาต้อนรับคณะศึกษางานได้แก่ รองนายกอบจ.(คุณสมคิด) นายกอบต.(คุณสมพร คงสวัสดิ์) กำนัน เป็นที่ปรึกษากลุ่ม  ประธานกลุ่มสวัสดิการฯ เป็นภาคประชาชน (คุณสมาน ทองเทือก) ประธานคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพังงา เป็นตัวแทนจากภาคประชาชน(คุณสมใจ)  สมาชิกกลุ่มสวัสดิการฯ  กลุ่มกลองยาวจำนวน 5 กลุ่ม มาร่วมต้อนรับคณะศึกษางานอย่างเป็นมิตร

คุณสมานเริ่มบรรยายถึงลักษณะทั่วไปของพื้นที่และการจัดสวัสดิการของกลุ่ม ประชากรในตำบลประกอบอาชีพทำสวนยางพารา 60-80% ผลไม้ 20-40% ค้าขาย 10% รับราชการ 1-5%  กลุ่มสวัสดิการชุมชนตำบลลำภี ริเริ่มรับแนวคิดจากกลุ่มลดรายจ่ายวันละ 1 บาทก่อตั้ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อสวัสดิการ ในปีพ.ศ.2547 มีสมาชิก 26 คน เฉพาะผู้ที่สนใจและเชื่อมั่น จากนั้นขยายงานด้วยการสนับสนุนกลุ่มอาชีพได้แก่ กลุ่มเลี้ยงผึ้ง กลุ่มปุ๋ย กลุ่มทำเครื่องแกง กลุ่มกลองยาว มีการสนับสนุนงบประมาณจาก อบต. พอช. นำกำไรจากทุกกลุ่มมาสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลลำภี  ปีพ.ศ.2551 มีสมาชิก 533 คน กองทุนสวัสดิการจำนวน 606,200 บาท มีการจัดสวัสดิการแก่สมาชิกเรื่องซื้อปุ๋ยให้สมาชิก สวัสดิการเจ็บป่วย สบทบกองทุนกลางจังหวัด ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสในตำบล  กองทุนข้าวสาร

                จุดเด่นของกลุ่มอยู่ที่การบูรณาการทำงานของท้องถิ่นและท้องที่ทำให้มีงบหนุนเสริมจากภายนอกด้วย ในเวทีวันนี้รองนายกอบจ.ยังยืนยันให้การสนับสนุนต่อกลุ่มแน่นอน คุณสมใจ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนฯให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงการทำงานของกลุ่มนี้ว่ามีการทำงานร่วมกันระหว่างเสือ 6 ตัวในตำบล คือ นายกอบต. ประธานสภาฯ  กำนัน  ตัวแทนผู้ใหญ่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน  ตัวแทนองค์กรชุมชน มีการประสานงานผ่านกองทุนสวัสดิการจังหวัด จัดประชุมทุก 3 เดือน ณ ที่ทำการอบจ. ต้องมีเจ้าหน้าที่อบจ.เข้าร่วมตามระเบียบทำให้มีการร่วมงานกับอบจ.ตามหน้าที่รับผิดชอบ  สำหรับนายกอบต.เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้อยู่แล้วจึงช่วยประสานให้มีงบสนับสนุนมาสู่กลุ่มอาชีพต่าง ๆ

                ภาคีภายนอกให้การหนุนเสริมเงินทุนและความรู้ หน่วยงานที่ให้การหนุนเสริมเงินทุนได้แก่ อบต. พอช. พช. ที่ผ่านมามีเงินอุดหนุนมาที่กลุ่มต่าง ๆ และกลุ่มสวัสดิการ จำนวน 800,000 บาท สำหรับหน่วยงานที่ให้การหนุนเสริมด้านความรู้ได้แก่ พอช.จัดเวทีชี้แนะก่อนการก่อตั้งกลุ่มสวัสดิการ  สำนักงานเกษตร และกศน.ให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ

                ปี 2551 กลุ่มสวัสดิการชุมชนตำบลลำภี เป็นพื้นที่ได้รับงบอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม จำนวน 200,000 บาท ผ่านอบต.ลำภี พื้นที่ยังกังวลเรื่องเงื่อนไขในการใช้เงิน ฝากปัญหาผ่านเจ้าหน้าที่กระทรวงพม.ให้ยืดหยุ่นเงื่อนไขมากขึ้น และต้องการให้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่าง อบจ. ศพส. พอช. ให้มีการหนุนเสริมพื้นที่ร่วมกันไม่แยกส่วน

ประเด็นที่เวทีฝากถึง พม. และกลุ่ม/องค์กรต้นแบบ เพื่อเสริมพลังการขับเคลื่อนกระบวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1) ควรจัดสวัสดิการแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่เพียงการสงเคราะห์แต่กลุ่มเป้าหมายต้องสามารถได้รับการเกื้อกูลฉันญาติมิตรกระทั่งสามารถพึ่งตนเองได้

2)เงื่อนไขการอุดหนุนของกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมค่อนข้างตายตัว ควรยืดหยุ่นให้มีการจ่ายเงินอุดหนุนตามแต่ความพร้อม ความต้องการของกลุ่มแต่ละระดับ เช่น กลุ่มเริ่มก่อตั้ง กลุ่มเข้มแข็ง กลุ่มเรียนรู้เพื่อขยายผลสู่กลุ่มอื่น

3)หน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. เช่น ศพส. พอช. พมจ. สสว. ควรมีแผนงานร่วมกันในการหนุนเสริมพื้นที่

4)กลุ่ม/องค์กรต้นแบบนอกจากให้การเรียนรู้แก่กลุ่มอื่น ควรถ่ายทอดบทเรียนสานต่อการทำงานสู่เยาวชนรุ่นหลังด้วย

จุดที่ 2 ของการศึกษางานคือ ศูนย์ประสานงานชุมชนบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ประเด็น การแก้ปัญหาชุมชนหลังสึนามิกับการส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชน ชุมชนบ้านน้ำเค็มมีความหลากหลายของผู้คนที่อาศัยทั้งกลุ่มชนดั้งเดิมเป็นเจ้าของที่ดิน จำนวน 1,566 ครัวเรือน  กลุ่มคนชาวพม่าและกลุ่มคนจากจังหวัดใกล้เคียงอาศัยเพื่อการประกอบอาชีพ จำนวนประมาณ 1,400 ครัวเรือน  กลุ่มคนดั้งเดิมส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพประมง ค้าขาย ศูนย์ฯก่อเกิดจากการรวมตัวของประชาชนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิในชุมชนบ้านน้ำเค็ม เดือนธันวาคม พ.ศ.2547 หลังเหตุการณ์ทุกคนมีปัญหาร่วมคือ 1)ความโศกเศร้าจากการสูญเสียญาติพี่น้อง  2)ขาดปัจจัยพื้นฐานสำคัญคือ ที่อยู่อาศัย น้ำดื่ม เสื้อผ้า ยารักษาโรค อาหาร  3)วิกฤตศาสนา เกิดการแย่งชิงมวลชนด้วยการเสนอสิ่งของจำเป็น กำลังใจ เพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนศาสนา  4)ขาดระบบเตือนภัยและเส้นทางอพยพหนีภัย  จากปัญหาร่วมทั้งหมดเป็นการก่อเกิดให้ชาวชุมชนบ้านน้ำเค็มรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันโดยการนำของคุณไมตรี จงไกรจักร นับเป็นคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดความเป็นผู้นำจากบิดาได้ร่วมกับชาวชุมชนบ้านน้ำเค็มที่เห็นด้วย ลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาที่เผชิญร่วมกัน  ท่ามกลางกระแสการเข้ามาขององค์กร/หน่วยงานภายนอกที่มาให้ความช่วยเหลือทั้งเพื่อประโยชน์ชุมชน และเพื่อประโยชน์ตนบางส่วน การแก่งแย่งผลงาน ทำให้กลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันเกิดการกรองภาคีโดยไม่รู้ตัว ด้วยการตั้งเป้าหมายของกลุ่มไว้ชัดเจนหากภาคีที่เข้ามาไม่เป็นไปเพื่อสนองปัญหาชุมชน ชุมชนก็ไม่ร่วมงานกับภาคีนั้น  

                การทำงานของกลุ่มชุมชนบ้านน้ำเค็มมีจุดเด่นคือ กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยพิบัติ  วางแผนการทำงานเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 การปรับระบบสาธารณูปโภค เริ่มจากการรวมชาวบ้าน ตั้งคณะกรรมการทำงาน สำรวจปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเช่น ปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ปัญหาขาดที่อยู่อาศัย ระดมกำลังสร้างบ้านพัก และห้องน้ำชั่วคราว  ปัญหาเขตที่ดินไม่ชัดเจนเนื่องจากน้ำพัดพาบ้านเรือนสูญหายทำให้ต้องระบุขอบเขตที่ดินใหม่ ชาวบ้านร่วมกันจัดทำแผนที่ระบุขอบเขตกันเองต่างช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง จัดการเก็บศพพร้อมอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ศพและญาติที่มาติดต่อขอรับศพ  จัดเวทีใหญ่ เวทีกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังปัญหา แสดงความคิดเห็นรวมทั้งจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของชาวบ้านพร้อมทั้งคลายเครียด เช่น กีฬา  การจัดการด้านศาสนา จากวิกฤตศาสนาชาวบ้านเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธไปนับถือศาสนาอื่นทำให้กลุ่มต้องจัดกิจกรรมเรียกความเชื่อมั่น ศรัทธากลับมาด้วยกิจกรรมทางประเพณี วัฒนธรรมของชุมชน การสร้างระบบเตือนภัยและเส้นทางหนีภัย สร้างป้ายบอกเส้นทางปลอดภัยในการหนีคลื่นยักษ์  ซึ่งง่ายต่อการเข้าใจสำหรับชาวบ้านแตกต่างจากป้ายของภาครัฐ การสำรวจข้อมูลและวางแผน  การประสานงานกับเครือข่ายผู้ประสบภัยจากจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ระนอง กระบี่ ภูเก็ต สตูล ตรัง รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงาน และภาคีที่ให้การสนับสนุนจากภายนอก

ข้อสังเกตของกลุ่มพบว่ากิจกรรมที่สามารถรวมคนได้มากที่สุดคือปัญหาร่วมหลักคือ แผนเตรียมความพร้อมหลบภัย มีการซักซ้อมกันตามช่วงเวลาที่กำหนด กิจกรรมนี้สามารถรวมคนได้ทุกกลุ่มในชุมชนทั้งชุมชนบ้านน้ำเค็ม กลุ่มชาวพม่า และกลุ่มคนจากจังหวัดอื่นที่อาศัยในบ้านน้ำเค็ม โดยระบุให้มีตัวแทนจากทุกกลุ่มจำนวนกลุ่มละ 15 คนมาร่วมทำแผน เพราะทุกกลุ่มต่างตั้งเป้าหมายหากเกิดภัยครั้งต่อไปต้องไม่มีคนในกลุ่มตนต้องสูญเสียชีวิต

ระยะที่ 2 การพัฒนาฟื้นฟูระยะยาว ด้านวางระบบการเงิน เมื่อปัญหาระบบสาธารณูปโภคได้รับการฟื้นฟูได้ในระดับหนึ่ง กลุ่มจึงเริ่มดำเนินการด้านการพัฒนาเริ่มจากปัญหาต่อเนื่องจากความช่วยเหลือด้านเงินบริจาคจากบุคคลทั้งชาวไทย ต่างชาติ องค์กร บริษัท  กลุ่มได้รับเงินบริจาคจำนวนมากถึง 1.4 ล้านบาท ระยะแรกไม่มีระบบการบริหารเงินจึงจัดสรรเงินทั้งหมดให้ทุกครัวเรือนจำนวน 900 บาท/ครัวเรือน เห็นว่าครัวเรือนได้รับเงินจำนวนน้อยและไม่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องเกิดแนวคิดให้มีการจัดสรรเงินให้ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของและสามารถก่อประโยชน์ต่อชุมชนได้ยาวนาน กอปรกับความรู้ด้านการจัดการกลุ่ม กองทุนจากต.ไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช และต.คลองเปี๊ยะ จ.สงขลา และความรู้ด้านระบบธนาคารจากธนาคารกรุงไทย พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยจัดวางระบบของธนาคารให้ ทำให้ในปีเดือนเมษายน พ.ศ. 2548 กลุ่มฯได้ก่อตั้ง ธนาคารชุมชนบ้านน้ำเค็ม ผู้ทำงานในธนาคารชุมชนมาโดยใจอาสา หากประมวลขั้นตอนการก่อเกิดกิจกรรมในบ้านน้ำเค็ม ตั้งแต่เหตุภัยพิบัติจนกระทั่งสามารถจัดตั้งธนาคารชุมชนบ้านน้ำเค็มใช้ระยะเวลาประมาณ 5 เดือน ที่ชาวบ้านมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเข้มข้นจนสามารถก่อตั้งธนาคารชุมชนได้ ก่อนหน้านี้ชุมชนบ้านน้ำเค็มมีสภาพการรวมกลุ่มไม่ต่างจากพื้นที่อื่นทั่วไปกล่าวคือมีการรวมกลุ่มแบบหลวม ๆ จัดตั้งกลุ่มตามนโยบายรัฐที่ลงมาเช่น กองทุนชุมชนเมือง กลุ่มออมทรัพย์ มีการก่อตั้ง ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและล้มเหลวในที่สุด นอกจากนี้กลุ่มยังขยายงานด้านการช่วยเหลือผู้อ่อนแอและผู้ด้อยโอกาส  และการจัดทำแผนแม่บทฟื้นฟูชุมชนบ้านน้ำเค็ม ระยะยาวอีกด้วย

ระยะที่ 3 การพัฒนาสังคม มีการพัฒนาและฟื้นฟูวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ มีการพัฒนาโครงการศูนย์วัฒนธรรมชุมชน ศูนย์เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง เพื่อการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนหลังภัยพิบัติ เผยแพร่ประสบการณ์ฟื้นฟูชุมชน ด้านการท่องเที่ยวชุมชนมีการจัดแสดงเรื่องราวบ้านน้ำเค็มเป็นยุคการทำเหมืองแร่ ยุคประมง ยุคหลังภัยพิบัติ มีที่พัก สถานที่ประชุมบริการนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน

หลังจากเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนในเวที  คณะศึกษางานก็ได้วนดูสถานที่รอบ ๆ ที่เกิดภัยพิบัติ สิ่งที่สังเกตได้จากสถานที่เห็นว่าไม่มีร่องรอยของซากอาคาร เรือ หรือความเสียหายใดหลงเหลือให้พบเห็นในละแวกชุมชนเลย ขอแสดงความยินดีกับการพัฒนาของชุมชนบ้านน้ำเค็มด้วยคะ

               

                 จากกิจกรรมทั้งหมดที่คณะศึกษางานทั้ง 2 คณะได้ศึกษามาจะมีการประมวลสรุปบทเรียน สิ่งที่คณะศึกษาได้รับและนำไปวางแผนสู่การปฏิบัติต่อไป ในวันที่ 19 มิถุนายน แต่น่าเสียดายที่รัชกับน้องแหม่ม คุณภีม และอาจารย์ตุ้มไม่ได้อยู่ร่วมเวทีจึงไม่มีความรู้ตรงนี้มาเล่าคะ  และที่น่าเสียดายที่สุดคือไม่มีภาพการแสดงของพี่น้องตำบลลำภีเพื่อต้อนรับคณะศึกษางานอย่างอบอุ่น และภาพทิวทัศน์สวย ๆ ของบ้านน้ำเค็ม  เนื่องจากเกิดปัญหากับการ์ดกล้องถ่ายรูป คะ

หมายเลขบันทึก: 190639เขียนเมื่อ 26 มิถุนายน 2008 17:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2012 08:52 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (1)

หนูรัช

เข้ามาติดตามอ่านเรื่องราวและขอชื่นชมนะจ๊ะว่าประมวลข่าวได้เนื้อหาและอรรถรส อีกทั้งรวดเร็วดีแท้ค่ะ แม้จะได้ฟังหนูรัชและหนูแหม่มเล่าให้ฟังถึงพื้นที่พังงาบ้างแล้ว...พอมาอ่านทำให้ได้เรียนรู้เพิ่มและมีรายละเอียดเพิ่มในหลายประเด็นค่ะ ขอบคุณนะคะ

อาจารย์ตุ้มเองตั้งใจอยู่ว่าจะเขียนเล่าเรื่องเขาครามและบ้านเขากลมลง blog ด้วยเหมือนกัน แต่จนบัดนี้...งานต้องเคลื่อนยังมากมาย..เลยยังไม่มีเวลาเรียบเรียงความคิดเป็นถ้อยคำและข้อเขียนเลยจ๊ะ... ฝากหนูรัชบอกพี่ภีมเขียนเล่าแทนด้วยแล้วกันนะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี