มีอยู่ 2 กรอบที่คนติดกัน หนึ่งติดกรอบอยู่กับตารางเวลาสอน เลยเวลาเมื่อไรเป็นอึดอัดทันที หนึ่งติดกรอบอยู่กับการให้เวลาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ เวลาใช้เท่าไรไม่ว่า ถ้าผลไม่ออก ก็อึดอัดทันที

14 มิถุนายน 2551  หลังจอมยุทธจากภูเก็ตร่ายวิชาจบลง ไมค์ถูกส่งคืนกลับมาให้เรา 3 คนทำงานกันต่อ  เด็กๆแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่ม 10 คนนั่งสนทนาด้วยกัน คราวนี้โจทย์ให้เล่าเรื่องประทับใจระหว่างเรียนด้วยกันที่อยากบอกกัน เริ่มต้นแรกๆมีเสียงดังอยู่บ้าง ต่อด้วยเสียงเริ่มเงียบลงเมื่อเด็กๆฟังเป็นมากขึ้น  ระหว่างทำกลุ่ม อึ่งอ๊อบกับคนชอบวิ่ง ช่วยกันหมุนวนแวะเวียนไปฟังกลุ่ม   ฉันเองก็แอบไปฟังมาบ้าง จับได้ประเด็นว่าเด็กบางคนทุกข์ใจที่มาเรียนหมอ บางคนทุกข์ใจกับการให้ใจกับเพื่อนแล้วแตกคอกัน   การได้ฟังเรื่องทำให้ได้ประเด็นที่นำมาต่อจะทำอะไรต่อไป   ตอนนี้แหละค่ะ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยน มีเด็กบางคนเปิดใจขึ้นแล้ว  

 

หมดเวลากลุ่ม ฉันบอกให้น้องๆตั้งวงกลมสนทนากันแบบรวมชั้น  เราเอง 3 คนเข้าร่วมนั่งแทรกในวงสนทนาด้วย  ตอนเริ่มตั้งวง ฉันเหลือบไปเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งน้ำไหลออกตา  เข้าทางแล้วหนา เริ่มเลยทีนี้บทสนทนาฝึกฟัง  ฉันเลือกส่งไมค์ให้เธอได้พูดบอกเพื่อนออกมา มีอะไรในใจจึงทำให้เกิดน้ำไหลออกตา ฉันว่าคำพูดที่เธอบอกเล่าออกมามันสะเทือนไปถึงห้วงลึกในใจเพื่อน  บรรยากาศจึงเริ่มเกิดความเงียบ บรรยากาศที่เริ่มเงียบเป็นตัวบอกว่า เด็กส่วนหนึ่งในห้องเริ่มเรียนรู้ว่าการฟังได้อะไร  

 

ไมค์ถูกวนไปด้วยกติกาว่า ใครที่ได้ไมค์ถ้าไม่พร้อมจะพูดให้วนคนต่อไป ใครอยู่ห่างไมค์แต่อยากจะพูดให้ยกมือบอกไมค์จะถูกส่งไปให้  กิจกรรมช่วงต้นยังคงมีเด็กที่ไม่กล้าพูดสิ่งในใจออกมา และมีเด็กๆที่ฟังเพื่อนอยู่โดยใจไม่นิ่ง ยุกยิกๆตลอดเวลา  ฉันจึงเติมต่อโดยบอกไปว่าสิ่งที่กำลังฝึกให้ทำนั้น  เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มิใช่แลกกับเรากระบวนกร หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนจากคนทั้งหมดที่มา   50สมองที่มารวมตัวกันอยู่มีความรู้ที่มีค่าที่เก็บเกี่ยวไปใช้ได้   เด็กๆหลายคนเริ่มฝึกฝนตนทบทวนสิ่งที่ฉันได้บอกออกไป   เด็กๆหลายคนมีความแปลกใจที่เพื่อนร้องไห้   เขาไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา  จนเมื่อเพื่อนพูดออกมา เขาจึงรู้ว่า เพื่อนคนนั้นกำลังเปิดใจให้เพื่อนรู้จักตัวตนของตน

 (ภาพนี้ยืมจากคนอื่นมาใช้ค่ะ)

ในช่วงทำกลุ่ม สายลมกับน้องหนิงแวะเข้ามาร่วม  จึงได้เข้าร่วมวงสนทนาไปกับเด็กๆด้วย   เราตั้งกติกาว่าจะมีติดดาวให้กับคนที่ไม่ฟังเพื่อน   จะทำอะไรเอาไว้จะบอกทีหลังแล้วกัน   เสร็จกิจกรรมนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว เราจึงให้เด็กเลิกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อกินข้าวเย็นกัน และนัดพบใหม่ในช่วงกลางคืน

 

กิจกรรมกลางคืน เริ่มขึ้นโดยพ่อครูเปิดสไลด์เล่าเรื่องทุ่งกุลาร้องไห้  เล่าเรื่อยๆมาจนถึงเรื่องของ G2K   เล่าเรื่องน้องจิ   สาธิตการเปิดเว็บ  ช่วงเวลานี้เสียเวลากันหน่อยเพราะเน็ตไม่เป็นใจ  กว่าจะเข้าได้ก็ค่อนเวลาที่มี  โปรแกรมที่ยืดทำให้เรา 3 คนต้องหยุดการต่อกิจกรรมสนทนาไว้ เอาไว้แก้กันใหม่ในวันรุ่งขึ้น   ก่อนให้เด็กๆแยกย้ายกันไป เราให้แบ่งกลุ่มเพื่อร่วมกันทำกับข้าวในวันรุ่งขึ้น ร่วมกันคิดเมนูและแจ้งส่วนประกอบเพื่อจะได้แลกเปลี่ยนกับแม่หวีว่าอะไรจะจัดให้อะไรจะต้องค้นหาเองจากในสวนพ่อครู   อ้อ! ลืมบอกไปว่า วันนี้นั้นเราได้พี่สร้อยมาช่วยด้วยอีกคนค่ะ   ตอนทำกิจกรรมนี้ อัยการชาวเกาะกลับไปแล้วค่ะ  

 

ก่อนให้แยกย้ายกันไป สายลมกับอึ่งอ๊อบมาทวงสัญญา ตามหาคนมือติดดาว  ได้ตัวแล้วก็เรียกให้ออกมาแถวหน้า แล้วสายลมก็เริ่มให้เล่นเกมนก........ที่มีท่าเต้นร้ายกาจจริงๆค่ะ  เด็กๆน่ารักให้เล่นก็เล่นไม่มีอิดออด เอาไงเอากันค่ะ   มันบอกให้รู้ว่า บรรยากาศของเด็กๆที่เขาเปิดใจต่อกันมีมากขึ้นนะค่ะ   ซึ่งหมายแปลว่า กิจกรรมวันนี้เรามาถึงจุดที่ทำสำเร็จแล้วบางส่วน  ส่วนที่ยังเหลือเพียงใส่ตัวกวนให้เหมาะๆเท่านั้น สิ่งที่คาดหวังก็จะบรรลุได้เลยจริงๆ  

 (ภาพนี้ก็ยืมจากคนอื่นมาใช้ค่ะ)

หลังเด็กๆเลิกกิจกรรมแล้ว ผู้ใหญ่เราๆก็นั่งล้อมวง ร่วมกันขบคิดจะเติมอะไร จะแก้อะไรในวันพรุ่งนี้  ทุกคนมาร่วมแสดงความเห็น แม่หวี แม่สร้อย น้องปิ๋ว  อึ่งอ๊อบ  คนชอบวิ่ง   ฉัน และตัวพ่อครู   ระหว่างถอดบทเรียน ฉันได้เรียนรู้เรื่องการติดกรอบในประเด็นของการบริหารเวลาว่า  มีอยู่ 2 กรอบที่คนติดกัน หนึ่งติดกรอบอยู่กับตารางเวลาสอน เลยเวลาเมื่อไรเป็นอึดอัดทันที หนึ่งติดกรอบอยู่กับการให้เวลาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์  ใช้เวลาเท่าไรไม่ว่า ถ้าผลไม่ออกก็อึดอัดทันที   ซึ่งฉันสรุปมาใช้ส่วนตัวว่า ถ้าจะให้ชนะ-ชนะ ก็ให้ยืดหยุ่นหลักการทั้ง 2 มาใช้ร่วมกัน  เริ่มจากบริหารตารางเวลาสอนไปก่อนล่วงหน้า  ถ้าเวลายืดแล้วผลใกล้จะออกให้ยืดเวลาออกไปพอหอมปากหอมคอ   ถ้าเวลายืดแล้วอีกนานกว่าจะไปถึงผลที่อยากได้  ก็ให้ยกเลิกการยืดเวลา