หลังจากที่เล่าเรื่องการประชุมเครือข่ายฯสัญจร ครั้งที่
2/2549 ในวาระที่ 3
เรื่องสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายวันแล้วนะคะ
(เพิ่มเล่าจบเมื่อวานนี้เองค่ะ)
วันนี้เรามาคุยกันในวาระใหม่ก็แล้วกันนะคะ คือ วาระที่
4 เรื่องเสนอเพื่อทราบ เนื้อหาใจความมุ่งเน้นไปที่
การรายงานกองทุน มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
วาระที่ 4
เรื่องเสนอเพื่อทราบ
สำหรับวาระที่ 4
เรื่องเสนอเพื่อทราบนั้น ประธานเริ่มต้นโดยการกล่าวว่า
ในการรายงานกองทุนนั้นต้องรายงานให้มีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องต่างๆ
คือ
1.เรื่องสมาชิก
กลุ่มแต่ละกลุ่มต้องรายงานรายละเอียดต่างๆของสมาชิก เช่น
ในเดือนนี้กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน เป็นชายกี่คน
เป็นหญิงกี่คน ขาดสมาชิกภาพกี่คน เข้าใหม่กี่คน
เป็นต้น
2.เรื่องฐานะการเงิน
กลุ่มรับเงินมาเท่าไร เช่น ได้รับเงินมา 100%
แบ่งไปให้กองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิต 50% เป็นเงินเท่าไร , 30%
เข้ากองทุนธุรกิจชุมชนเป็นเงินเท่าไร , อีก 20% เป็นกองทุนสำรอง
(กลาง) เป็นเงินเท่าไร
ก็ต้องรายงานออกมาว่าเป็นเงินเท่าไร
3.การรายงานผลของการจัดสวัสดิการให้สมาชิกในรอบเดือนนี้
ท่านได้จัดสวัสดิการให้กับสมาชิกกี่คน เป็นเงินเท่าใด
เรื่องอะไรบ้าง น่าจะมีการรายงานความก้าวหน้าใน 3
เรื่องนี้ เพราะว่าจะได้บันทึกไว้ในบันทึกรายงานการประชุม
เป็นการรายงานเชิงสถิติ
อีกประการหนึ่ง 4.เรื่องปัญหา
อุปสรรค ที่อยากจะให้มีการรายงานว่าการดำเนินงานของสมาชิก
ของคณะกรรมการ ขององค์กร มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง
ปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาเรื่องคน ปัญหาของสมาชิกมีไหม
อยากจะให้รายงาน ไม่ทราบว่าพอจะรายงานได้ไหมครับ?
อ.ธวัช
ยกมือขึ้นขออนุญาตแสดงความคิดเห็นว่า
แบบรายงานต่างๆที่จะให้กลุ่มรายงานไปยังเครือข่ายฯ
ถ้าจะให้ดีผมอยากให้ออกแบบฟอร์มมาให้เหมือนกันหมดเลย
แจกให้แต่ละกลุ่มๆละ 1 ชุดก็พอ
จากนั้นให้แต่ละกลุ่มไปถ่ายเอกสารแล้วรายงานตามแบบฟอร์มที่แจกให้ทุกเดือน
ทำให้เป็นรูปแบบเดียวกัน
จะทำให้เก็บข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น
ประธาน บอกว่า
ผมก็อยากทำแบบนั้น แต่ไม่มีใครทำแทนผม
คุณปิยชัย ได้กล่าวขึ้นมาว่า
ความจริงทุกเดือนก็ทำอยู่แล้ว
รายงานมาที่เครือข่ายฯอยู่แล้ว
ประธาน กล่าวว่า
ผมอยากให้ต่อไปนี้ทุกเดือน
ปกติก็ส่งเอกสารมาอยู่แล้วก็ให้ส่งมาเหมือนเดิม
แต่อยากให้มารายงานด้วยปากเปล่าด้วย
ผมอยากให้พวกเราฝึกพูดซะบ้าง
ไม่ใช่มานั่งประชุมแล้วมานั่งเฉย ให้รายงานเป็น
เผื่อเวลาให้ไปเป็นตัวแทนในระดับจังหวัด ระดับภาค
น่าจะรายงานได้ เราจะรายงานทางเอกสารก็รายงานไป
เราจะได้ข้อมูลเชิงสถิติว่าเดือนนี้มีสมาชิกเข้าเท่าไร
ออกเท่าไร สมาชิกแต่ละกลุ่มมีเท่าไร คือ
แทนที่จะปัดความรับผิดชอบให้กับคนๆเดียวในเรื่องการบริหารจัดการ
ก็ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในเรื่องการเสนอ ไม่เป็นไรครับ
ถ้าวันนี้ยังไม่พร้อมที่จะรายงาน
ก็หารือว่าอาจต้องนำไปครั้งต่อไปที่จะรายงานข้อมูล ทีนี้
อ.ธวัช
ได้เสนอแนวคิดว่าน่าจะมีการร่างแบบฟอร์มของการรายงาน
ในส่วนของฝ่ายบริหารรับไปนะครับ
ฝ่ายเลขาพอจะทำให้ได้ไหมครับ?
อ.ธวัช
ได้ยกมือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า
การที่เสนอให้มีแบบฟอร์มแบบเดียวกันนั้นก็เพื่อให้เกิดความสะดวกในการรายงาน
และเครือข่ายฯก็จะทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะ
เป็นฟอร์มเดียวกัน
เครือข่ายฯทำหน้าที่เพียงรวบรวมเท่านั้น ง่าย สะดวก
และรวดเร็วด้วยครับ
ประธาน กล่าวเสริมว่า
ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้น
แต่ขอเพิ่มเติมว่าในการรายงานควรรายงานในที่ประชุม
ให้ที่ประชุมทราบร่วมกัน ไม่ใช่ส่งเป็นเอกสารให้กองเลขา
แล้วไม่มีการรายงานให้สมาชิกทราบเลย เพราะฉะนั้น
ความเคลื่อนไหวหรือการกระตุ้นมันจะไม่เกิด
แต่ถ้าหากต่อไปกลุ่มต่างๆรายงาน เช่น
นาก่วมใต้บอกว่าเดือนนี้มีสมาชิก 800 คน , เถินบอกว่ามีสมาชิก 2,000
คน เป็นต้น
ก็จะทำให้เกิดการกระตุ้นที่จะต้องไประดมของตนเอง
ที่ผ่านมาข้อมูลมันเงียบ เงียบฉี่ เงียบ คือ
ไม่รายงาน ไม่ทำ มีแต่พูด ขอให้ทำหน่อย
ทำเป็นเอกสาร สิ่งที่ทุกกลุ่มต้องรับผิดชอบ คือ
1.เวลาจะมาประชุมทุกกลุ่มต้องทำรายงานว่าจะต้องรายงานอะไรต่อที่ประชุมบ้าง
2.เอาเงินมาจ่าย
ถ้าเดือนนี้ไม่สามารถรายงานได้
ขอให้ยกยอดไปเป็นเดือนหน้านะครับ เอาเป็นวาระสืบเนื่อง
ตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ
วาระนี้ก็จบเพียงแค่นี้ค่ะ
เดือนต่อไปซึ่งกลุ่มเกาะคาจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมเครือข่ายสัญจร
เราคงต้องมาดูกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้หรือไม่
การจัดการความรู้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคน กลุ่ม และเครือข่าย ในการจัดการกลุ่มก็มี(ก)เรื่องแบบเอกสารที่ได้จาก1)การเลียนแบบกลุ่มอื่น 2)พัฒนาขึ้นมาเอง หรือ3)เลียนแบบแล้วพัฒนาเพิ่มเติม (ข)วิธีการจัดการ คือใช้เอกสารนั้นทำอะไร และทำอย่างไร? ผมคิดว่า 5 กลุ่มตัวอย่างน่าจะถอดรายละเอียดเหล่านี้ ออกมาเป็นลำดับขั้นตอน รวมทั้งระบบจัดการในระดับเครือข่ายด้วย
เป็นความเห็นในส่วนของระบบจัดการที่คิดออก
นอกจากนี้ก็น่าจะศึกษาเรื่องการบริหารว่าแต่ละกลุ่มมีการบริหารงานอย่างไร
ผมไม่ได้เรียนมาทางการบริหารจัดการ
เข้าใจว่าการบริหารเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อองค์กรหรือกลุ่ม การจัดการเกี่ยวข้องกับงานหรือภารกิจขององค์กร
ผู้บริหารต้องครอบคลุมอาณาบริเวณเรื่องวิสัยทัศน์ พันธกิจ
ส่วนยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการเพื่อบรรลุพันธกิจและ วิสัยทัศน์น่าจะอยู่ในขอบข่ายของการจัดการ
เมื่อเป็นกลุ่มของชุมชน มิใช่องค์กรธุรกิจ ก็ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในวิสัยทัศน์และพันธกิจของกลุ่มซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งของผู้บริหาร เพราะสมาชิกเป็นเจ้าของและเป็นผู้ใช้บริการ
การบริหารรัฐกิจก็มีเนื้อหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนเป็นเจ้าของและเป็นสมาชิกด้วย
การจัดการความรู้ลำปางน่าจะระดมความคิดจากประสบการณ์ของคนทำงานบริหารและทำงานจัดการว่า 1) บทบาทของ ผู้บริหารมีอะไรบ้าง ควรมีคุณลักษณะในแต่ละบทบาทที่ต่างๆกันอย่างไร เช่น ประธาน เหรัญญิก เป็นต้น 2)บทบาทของฝ่ายจัดการมีอะไรบ้าง ควรมีคุณลักษณะในแต่ละบทบาทที่ต่างๆกันอย่างไร เช่น คนทำบัญชี เป็นต้น โดยที่คนทำงานส่วนใหญ่ก็ทำทั้งสองบทบาท โดยที่ประสบการณ์ของผมพบว่า ส่วนใหญ่ชุมชนจะมีความสามารถในระดับการจัดการในขอบเขตจำกัด ส่วนใหญ่เป็นหน้างานที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น ซึ่งทำได้มีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบมาก แต่ถ้ากว้างขึ้นในเชิงระบบจัดการที่ต้องลำดับวิธีการและคนทำงานให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีคนจำนวนน้อยที่ถนัดหรือทำได้ และหากเป็นงานบริหารก็จะยากยิ่งขึ้น
การจัดการความรู้ ต้องแยกองค์ประกอบรวมของเครือข่าย/กลุ่มว่าใครมีบทบาทในวิสัยทัศน์พันธกิจและยุทธศาสตร์แผนงาน/กิจกรรม(แผนที่ภาคสวรรค์)อย่างไร ถ้าความเห็นผมก็แบ่งเป็น2เรื่องใหญ่ๆคือการบริหารและการจัดการ ซึ่งคน2ประเภทนี้มีลักษณะต่างกัน จัดคนให้ตรงกับลักษณะและความชอบ ใช้ตารางอิสรภาพแบบประยุกต์เป็นแนวทางในการกำหนดคุณลักษณะและเป้าหมายในการพัฒนา ยกระดับความสามารถของตนเอง จากนั้นจัดการเรียนรู้ระหว่างกันภายในเครือข่าย ใน5กลุ่มต้นแบบและกลุ่มอื่นๆในเครือข่ายอย่างเป็นขั้นตอน
ก็จะสามารถพัฒนากลุ่มไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งไว้(แผนที่ภาคสวรรค์)ได้ กระบวนการอาจทำพร้อมกันทั้งในระดับเครือข่ายและระดับสมาชิกด้วยก็ได้ หรืออาจทำเหลื่อมกันโดยตั้งหลักที่กลุ่มก่อน เพราะแกนนำกลุ่มจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความรู้ทั้งในระดับเครือข่ายและสมาชิก เริ่มแรกจึงต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างเข้มข้นกับแกนนำกลุ่มในบทบาทคุณอำนวยและคุณวิจัยแบบเดียวกับอ.อ้อม อ.พิมพ์และคุณสามารถก่อน เมื่อได้ตัวคนที่เข้าใจชัดเจนเป็นนิวเคลียสในกลุ่มๆละ3คนแล้ว(คุณประสาน คุณลิขิต และคนนำกระบวนการประชุม)ก็ให้3คนจัดกระบวนการเรียนรู้กับกรรมการทั้งหมดตามบทบาท1)ผู้บริหาร 2)ฝ่ายจัดการโดยมีทีมวิจัยและคุณอำนวยหลักเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง อาจใช้ฐานกลุ่มละ 3 คนตามบทบาทดังกล่าวรวมเป็น15คนเป็นกลุ่มเรียนรู้เข้มข้นกับทีมวิจัยหลัก3คนเพื่อติดตั้งกระบวนการจัดการความรู้ภายในกลุ่มของตนเองและนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน การทำเช่นนี้จะสามารถเก็บเกี่ยวชุดความรู้ในกลุ่มเป้าหมายหลักได้อย่างละเอียด จากนั้นพัฒนาเป็นขุมความรู้และแก่นความรู้ รวมทั้งเป็นแกนในการขยายการจัดการความรู้ไปยังกลุ่มอื่นๆที่เหลือ ขยายลงลึกระดับสมาชิกและรวมคิดค้นรูปแบบการจัดการระดับเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ผมเขียนแสดงความเห็นไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนาน คนทำจริงอาจเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ครับ