ความรู้ที่ได้รับกับคุณค่าของปริญญาบัตรและความภาคภูมิใจ

                   ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนร่วมงาน 2-3  คน  ซึ่งคิดจะเรียนต่อปริญญาโท (เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยที่กำลังจะหมดแรงแล้ว) สาเหตุที่เพิ่งเริ่มคิดก็เพราะว่าสถานภาพในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเปลี่ยนไป  เป็นครูแต่ไม่ได้อยู่สถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่อยู่สำนักงาน กศน.จังหวัด  ดังนั้น ปัญหาที่ตามจึงมาหลายประการ  เริ่มตั้งแต่ เงินวิทยฐานะ (3,500 บาท) ที่เคยได้อยู่ก็จะไม่สามารถเบิกได้เพราะไม่ได้อยู่สถานศึกษา  พอจะไปเป็นบุคลากรทางการศึกษาเพื่อรับเงินวิทยฐานะ  ก็เป็นเพียงแค่ครูชำนาญการ (เรียกกันว่าซี 7) ไม่สามารถเบิกได้จะได้เงินวิทยฐานะก็ต้องเป็นนักวิชาการ (8 ว) ถึงจะได้   พอคิดจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นศึกษานิเทศก์  ตอนไปขอใบประกาศวิชาชีพศึกษานิเทศก์  ก็ไม่ได้จบการศึกษาในระดับปริญญาโท   แล้วจะเป็นอะไรดีนะ  ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน   ดังนั้น จึงมีคนคิดอยู่ 2 วิธี คือ  วิธีแรกย้ายไปอยู่สถานศึกษาคือ กศน.อำเภอ  และวิธีที่สองคือ ไปเรียนต่อปริญญาโทเพื่อจะขอเป็นศึกษานิเทศก์  ว่าแล้วเพื่อนกลุ่มนี้ก็เลือกไปเรียนปริญญาโท  สาขาบริหารการศึกษา

                        เมื่อไปลงทะเบียนเรียน (อย่ารู้เลยนะว่ามหาวิทยาลัยอะไร) วิชาแรกที่เรียนก็คือ ระเบียบวิธีวิจัย  ปรากฏว่าวันแรกก็แทบจะอาเจียนออกมาเป็นโลหิต  เพราะไม่รู้เรื่องเลยกับเรื่องวิจัย  มันยากมาก  ศัพท์แสงอะไรก็เป็นภาษาอังกฤษและเป็นคำพูดที่ไม่เคยได้ยินเลย ค่าอะไรก็เรียกไม่ถูก งานวิจัยก็ไม่เคยทำไม่เคยอ่านด้วยซ้ำไป ยากไปหมด สมองมึนตึบไปหมดแบบว่าไม่ไหวแล้ว    ก็ทำไหมจะไม่มึนละวิชานี้ จริง ๆ เขาต้องลงเรียนประมาณ ภาคเรียนเกือบสุดท้าย คือเรียนวิชาอื่นซึ่งเป็นพื้นฐานมาก่อน เช่น  หลักบริหาร   ภาวะผู้นำ  นโยบายและแผนงาน เป็นต้น  แต่มหาวิทยาลัยนี้เขาเรียนแบบวน ก็คือนักศึกษาจะเข้าไปภาคเรียนไหนก็ช่าง แต่ภาคเรียนนี้ลงทะเบียนวิชาอะไรคุณก็ต้องเรียนวิชานั้น  จึงทำให้นิสิตใหม่แต่เก่าทางวัยรับไม่ไหว  ไปกัน 3 คน  อีกคนเรียนสัปดาห์เดียวแล้วเลิกเลย  อีกคนกำลังตัดสินใจจะเลิก  แต่อีกคนไม่รู้คิดอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าเพื่อนไม่เอาด้วยแล้ว

มิหนำซ้ำระบบของที่นี่คือ  ต้องดูแลอาจารย์ยิ่งกว่าดูแลเจ้านายของตัวเอง

เสียอีก  แถมด้วยทุกอย่างคือเงินไปหมดแม้แต่การต้องจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันแบบเหมาจ่ายคนละ 100 บาท ความจริงก็ทราบเรื่องนี้มาบ้างแล้วหละ  เพราะคนที่รู้จักกันเป็นนายก อบต.เรียน กศน.จบ ม.ปลาย  ก็ไปเรียนระดับปริญญาตรีที่สถาบันนี้หละ  แค่ 2 ปีกว่าเองก็จบแล้ว  เค้าบอกว่ามีเงินอย่างเดียวจ้างทำรายงานบ้างดูแลอาจารย์บ้างก็จบแน่นอน  ก็เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่แปลกดีนะ 

                        เมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนและปลอบใจให้รู้สึกดีขึ้น  และแนะนำวิธีที่เหมาะกับตัวเองที่สุดคือ เมื่อเป็นครูก็ลงมาอยู่สถานศึกษาเถอะ  ยังมีนักศึกษา กศน.ให้ดูแลอีกมากมาย  แล้วจะรู้สึกตัวว่าตัวเองมีค่ามากเมื่อ นักศึกษายกมือไหว้และเรียกเราว่าครู  เพราะเราคือผู้ให้ความรู้แก่ผู้พลาดโอกาสเหล่านั้น    และหากยังจะเรียนอยู่ก็ถือเป็นเรื่องดีมาก ๆ  เพราะไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอก  อย่าคิดว่าเรียนเพื่อที่จะได้วุฒิปริญญาโท ให้เรียนเพราะทำให้เรามีความรู้มากขึ้น   อยากน้อยก็ทำให้สมองไม่ฝ่อเพิ่มรอยยักในสมองให้ชัดมากขึ้น  แต่ควรเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเรียน   เพราะชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนี้โด่งดังเหลือเกินในเรื่องของความเป็นธุรกิจ 

                        หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องการทำงานวิจัยแบบง่าย ๆ ให้เพื่อนฟัง  จริง ๆ แล้วการทำงานวิจัย  ถ้าไม่คิดตั้งหลักว่าเป็นงานวิจัยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนักหนา  เช่น ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร แล้วยังไม่รู้ก็ต้องไปขวนขวายหาความรู้ในเรื่องนั้น ๆ  คือดูงานวิจัยในเรื่องที่เราอยากรู้มาอ่านสักสองสามเล่ม  เวลาอ่านก็ให้อ่านแค่บทที่หนึ่งและบทที่สองก่อน  บทที่สาม สี่ และห้า อย่าเพิ่งไปอ่าน เดียวจะรับไม่ไหว   เมื่ออ่านแล้วก็จะพบว่าเรื่องที่เราอยากรู้ก็มีหลายคนที่เขาเคยอยากรู้แล้วเหมือนกัน และเขาก็ไปค้นคว้าหาหนังสือมาอ่าน  หางานวิจัยมาอ่าน  เพื่อหาความรู้ที่เป็นจริงจากตำรา ต่าง ๆ จากผู้รู้ต่าง ๆ ในลักษณะของทฤษฎี  และงานวิจัยที่ค้นพบแล้วนั่นเอง   ก็จะพบว่าความรู้จริง ๆ แล้วมันคืออะไร  เพราะหลักการและทฤษฎีมันก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร  เพียงแต่ใครจะค้นพบและอ้างอิงอย่างไรเท่านั้นเอง  ที่เขาเรียกกันว่า แก่นความรู้  นั่นหละ   ส่วนบทที่สาม สี่ และห้า  เมื่อเรียนไปได้สักพักพอมีความรู้เรื่องวิจัยขึ้นมาบ้าง หรือพอปรับสมองให้รับกับศัพท์ทางวิชาการ เช่น กลุ่มตัวอย่าง  ประชากร  ค่าสถิติที่ใช้ในงานวิจัย  ก็ค่อยไปอ่านเพื่อดูว่านักวิจัยเขาทำกันอย่างไร

                        เมื่อมาถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าสีหน้าของเพื่อนชักเริ่มดีขึ้น  กลับมาถึงที่ทำงานก็ค้นงานวิจัย ที่ตัวเองเคยทำ (เกี่ยวกับงาน กศน.)ไปลองอ่านเล่น ๆ อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้งานก็ กศน.ในกิจกรรมอื่น ๆ ที่ตัวเองไม่เคยได้สัมผัสก็ยังดี    อีกสัก สี่ห้าวัน จะมาเล่าให้ฟังว่าสรุปแล้วเพื่อนคนนี้เขาตัดสินใจอย่างไร

                        หลังจากนั้นก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่า  ขนาดสถาบันทางการศึกษายังเห็นเรื่องของการศึกษาเป็นธุรกิจ  ที่จะกอบโกยผลประโยชน์ให้กับหน่วยงาน  โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักวิชาการ  คุณธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพตนเองเลยว่าเราคือครู  ครูคือผู้ให้  ดังนั้นสถาบันทางการศึกษาก็ควรเป็นสถาบันที่จะให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษามากกว่าต้องการได้รับผลประโยชน์จากผู้ต้องการศึกษา    หรือโลกจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้วเราลืมปรับตัวเองให้เข้ากับโลกยุคใหม่แล้วนะ!