คำถามง่ายๆ ว่า มีใคร เดือนร้อนเรื่องอะไร ต้องการอะไร เพื่อให้อยู่รอดในระยะสั้น และมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติ ในระยะยาว....ในขณะนั้น ไม่มีองค์กรไหนตอบได้ แม้หลังเหตุการณ์สึนามิเกิดขึ้นเป็นแรมเดือนก็ตาม

ได้รับทราบข่าวเรื่องพิบัติภัยจากพายุนาร์กิส ในประเทศพม่าแล้วนึกถึงกรณีสึนามิในประเทศเราเมื่อหลายปีก่อนครับ

ผมมีโอกาสได้ลงไปทำงานเป็นอาสาสมัครในหน่วยทันตแพทย์ TTVI (Thai Tsunami Victims Identification) ทั้งที่พังงา และที่ภูเก็ต เป็นเวลาเกือบสองเดือน

แม้ว่างานส่วนใหญ่จะอยู่กับคนตายเสียมาก แต่ก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกของคนเป็น คือบรรดาญาติๆ และผู้ที่รอดจากภัยธรรมชาติในครั้งนั้น เลยได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมาก เรื่องการให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดภัยภิบัติที่มีขนาดของผู้เดือดร้อนเป็นหลักพัน หลักหมื่น...นั้นก็คือ การบริหารจัดการและการสื่อสารที่ดี  มีคุณค่าและความหมายพอๆ กันกับเงินกับข้าวของที่บริจาคครับ

ความทรงจำในฐานะคนที่ลงไปอยู่ในพื้นที่ ณ ขณะนั้น เรามีเสื้อผ้าที่บริจาคเหลือใช้ กองเป็นภูเขาเลากา, เรามีข้าวกล่องที่บูดเน่า เหลือทิ้ง, เรามียอดเงินบริจาคในบัญชีที่ไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้

ความช่วยเหลือทยอยมาจากทุกสารทิศ จากภาครัฐ ภาคเอกชน จากธนาคาร จากการบริจาคผ่านโทรทัศน์ จากมูลนิธิต่างๆ  จากองค์กรต่างประเทศ ซึ่งฟังดูเหมือนดีนะครับ แต่มันแฝงนัยยะของความซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ โกลาหล ปราศจากการจัดการ, มองในแง่ร้ายหน่อยก็อาจกล่าวได้ว่า บางครั้งรัฐ ใช้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเอาหน้า หรือการสักแต่ว่าช่วยแบบส่งๆ มากกว่าที่จะมองและจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง

ผมกำลังบอกว่าสิ่งที่เราขาดกันมากๆ ก็คือ การสื่อสาร และการบริหารจัดการ

จริงอยู่ ในช่วงแรกๆ นั้น ต้องเอาให้รอดกันเสียกัน ต้องประกาศรับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่กันเสียก่อน, แต่เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ผมว่าในการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่มหากาฬแบบนี้ต้องมีองค์กรที่เป็นเจ้าภาพในด้านการสื่อสาร และการบริหารจัดการ...ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

เราไม่รู้เลยว่า ทิศทางการทำงานอาสาสมัคร (กรณีผมคือ เป็นทีมที่ตรวจฟันศพ เทียบกับประวัติก่อนตาย เพื่อแยกให้ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร) จะเป็นไปในทิศทางไหน เพื่ออะไร กินเวลาเท่าใด มีทรัพยากรอะไรให้เราใช้บ้าง ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน เราไม่รู้ขอบเขตและอำนาจที่เราสามารถทำได้

คำถามง่ายๆ ว่า มีใคร เดือนร้อนเรื่องอะไร ต้องการอะไร เพื่อให้อยู่รอดในระยะสั้น และมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติ ในระยะยาว....ในขณะนั้น ไม่มีองค์กรไหนตอบได้ แม้หลังเหตุการณ์สึนามิเกิดขึ้นเป็นแรมเดือนก็ตาม

หากรัฐทหารพม่า ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะสามารถเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ได้จากการบริจาคมานั้น ก็ขออนุโมทนาด้วยครับ ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ขนาดของปัญหา แค่เทียบจำนวนคนตาย กับเมื่อคราวประเทศเราเกิดเหตุการณ์สึนามิ ปัญหาเขาดูจะมีปริมาณใหญ่กว่าเราเป็นสิบเท่าครับ นอกจากนี้รัฐจะทุ่มเทให้กับปัญหานี้ขนาดไหน...เห็นห่วงแต่เรื่องการลงประชามติ

สรุปว่า เงิน กับของ ไม่พอจะแก้ปัญหาครับ ต้องมีผู้จัดการที่มีอำนาจด้วย งานนี้ผมว่าต้องเยียวยากันอีกหลายปีครับ