คนที่มีความดันโลหิตสูง หากปล่อยอาการแบบนี้ไว้นานวันจะยิ่งเกิดแผล
ที่ผนังหลอดเลือด และส่วนที่เป็นแผลนี้จะเกิดคอเลสเตอรอลมาเกาะพอกพูน
จนทำให้หลอดเลือดตีบ แล้วความดันจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ดีการควบคุมความดันโลหิตสูงนอกจากจะต้องพยายามงดอาหาร
ที่มีไขมันสูงแล้ว ควรรับประทานอาหารรสจืด และหลีกเลี่ยงอาหารเค็มๆด้วย
เพราะความเค็มจะยิ่งเร่งให้หลอดเลือดบีบตัวแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบ
ต่อระดับความดันโลหิตโดยตรง
ไปอ่านเจอมาบทความนึงค่ะ เป็นเรื่องของการบริโภคน้ำตาล ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้นหรือเปล่าค่ะ ขออนุญาติมาแชร์รายละเอียดนะคะ
น้ำตาล ที่ถูกเพิ่มเข้าไปน้ำตาลที่เพิ่มเข้าไปเป็นสารให้ความที่มีแคลอรี่ชนิดใดก็ได้ ที่เติมเข้าไปในระหว่างกระบวนการผลิตหรือการบรรจุกระป๋องของอาหารสำเร็จรูปทั้งหลาย ถึงแม้น้ำตาลที่เติมเข้าไปนี้จะเพิ่มแคลอรี่ แต่ที่จริงมันไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาการใดๆ สมาคมโรคหัวใจอเมริกันได้เผยแพร่คู่มือแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานน้ำตาล ตามคู่มือนี้ ผู้ชายควรรับแคลอรี่จากน้ำตาลที่เติมเข้าไปนี้สูงสุดเพียงแค่ 150 แคลอรี่ ขณะที่ตัวเลขสำหรับผู้หญิงอยู่ที่เพียงแค่ 100 แคลอรี่ ซึ่งหมายความถึงน้ำตาลราว 6 ช้อนชาสำหรับผู้หญิง และ 9 ช้อนชาสำหรับผู้ชาย ซึ่งคนจำนวนมากมักได้รับน้ำตาลในแต่ละวันเกินกว่านี้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า พวกเขากำลังสร้างความเสียหายให้แก่สุขภาพของตัวเองเพียงใด น้ำอัดลมกระป๋องขนาด 335 มล. อาจมีน้ำตาลมากถึง 10 ช้อนชา ถ้าซีเรียลอาหารเช้ามีน้ำตาล 16 มก.ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ก็หมายความว่าคุณได้รับน้ำตาลไปแล้ว 4 ช้อนชา จากจำนวนที่ควรกิน 6 ช้อนชา (ถ้าคุณเป็นผู้หญิง) เพียงแค่การกินอาหารเช้ามื้อเดียว
การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนระหว่างการรับน้ำตาลเข้าไปในร่างกายกับระดับ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) และไตรกลีเซอไรด์ การรับน้ำตาลเข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก อาจเชื่อมโยงกับการทำให้ให้ระดับของไขมันชนิดดีในร่างกายลดต่ำลง และระดับไตรกลีไซอไรด์สูงขึ้น
ควบคุมปริมาณน้ำตาลเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้วิธีในการแยกแยะน้ำตาล เวลาที่อ่านฉลากอาหาร เพราะผู้ผลิตมักจะไม่ค่อยใช้คำว่า “น้ำตาล” บนฉลากอาหาร ถ้างั้นแล้ว เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ?
กฎสำคัญก็คือ การมองหาส่วนผสมอย่างเช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด (corn syrup) น้ำผึ้ง น้ำตาลมอลต์ (malt sugar) กากน้ำตาล (molassess) ไซรัป (syrup) สารให้ความหวานจากข้าวโพด (corn sweetener) และส่วนผสมบางอย่างซึ่งมีคำว่า “ose” ลงท้าย เช่น glucose (กลูโคส) และ fructose (ฟรุคโตส)
น้ำตาลยังสามารถเล็ดรอดเข้ามาในอาหารของคุณได้ภายใต้ชื่ออย่างเช่น “evaporated can juice” (น้ำผลไม้เข้มข้น) เนื่องจากเครื่องดื่มจากน้ำผลไม้ส่วนใหญ่จะมีปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มเข้าไปเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ คุณยังต้องระมัดระวังเวลาใช้สารแทนน้ำตาลทั้งหลาย เนื่องจากสารพวกนี้ไม่ได้เหมือนกันไปทั้งหมด ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ บางอย่างยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาด้วย น้ำผึ้งและว่านหางจระเข้เป็นสองส่วนผสมที่มักเอามาใช้เพื่อให้ความหวานแทนน้ำตาล อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้วในตัวของมันเองก็ยังมีส่วนผสมของโมเลกุลน้ำตาลอยู่ จึงแนะนำให้ใช้สารให้ความหวานที่มาจากพืชแทน อย่างเช่น stevia หรือหญ้าหวาน
ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสำคัญของการรักษาสุขภาพก็คือ การจับตาดูปริมาณน้ำตาลที่คุณรับเข้าไปในร่างกาย แบบเดียวกับที่คุณควรจะทำกับการบริโภคแอลกอฮอล์ ไขมันอิ่มตัว และแคลอรี่ แน่นอนว่า คุณยังสามารถอร่อยกับความหวานได้เป็นครั้งคราว แค่อย่าตามใจปากมากจนเกินไปกับของที่มีน้ำตาลสูงๆ เท่านั้นเอง