เรื่องราวความเป็นมาของตำราว่าน นับจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน

                  

                     ผู้เขียนมักจะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อพบเจอว่ามีผู้นำเอาภาพว่านชนิดใดชนิดหนึ่งออกมาเผยแพร่ และแนะนำให้บุคคลทั่วๆ ไปได้รู้จักโดยผ่านทางสื่อต่างๆ แต่พอได้เห็นภาพนั้นๆ แล้วก็จะนึกรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ ไม่ถูกต้องตรงกันกับที่ตำราว่านได้บันทึกเอาไว้ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าผู้นั้นกำลังจะทำให้ความรู้ที่ผิดพลาดเหล่านี้ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

                     แต่จะไปโทษคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ เพราะร้อยทั้งร้อยล้วนแต่ทำไปโดยไม่ได้เจตนาทั้งนั้น ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าผู้ที่ชอบเอาพืชชนิดใดชนิดหนึ่งออกมาเผยแพร่ แล้วกล่าวแอบอ้างว่าเป็นว่านอย่างนั้น ว่านอย่างนี้ ทั้งที่ชื่อซึ่งได้กล่าวออกมานั้น ยังไม่เคยมีปรากฎอยู่ในสารบบว่าน หรือตำราว่านเล่มใดๆ มาก่อนเลย คนประเภทหลังนี่แหละที่ควรได้รับคำตำหนิ เพราะล้วนแล้วแต่ทำไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนทั้งสิ้น

                     ไม่ว่าที่ไหนๆ พอมีคำว่าผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ดีๆ ก็อาจจะกลับกลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายไปได้เสมอ

                                      ............................................................

 

                     แรกเริ่มเดิมทีนั้น คำว่าว่านน่าจะมีการจดบันทึกแทรกอยู่ตามตำรับตำรายาโบราณรุ่นเก่าๆ ของไทย เช่น สมุดใบลาน สมุดดำ สมุดไท และสมุดข่อย แต่ก็คงจะมีบันทึกไว้เพียงแห่งละนิดละหน่อย และน่าจะอยู่อย่างกระจัดกระจายกันออกไปหลายที่หลายแห่ง ส่วนที่สามารถพบเห็นเป็นหลักฐานแน่นอนจากการค้นคว้าของอาจารย์วิชัย อภัยสุวรรณ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ "ธรรมชาติศึกษา" ฉบับ พืชที่เรียกว่าน รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2524 นั้นกล่าวว่า พบมีบันทึกคำว่าว่านอยู่ในหนังสือที่ตีพิมพ์ในยุคแรกๆ 2 เล่มด้วยกัน คือ
              
                     1) หนังสือ "แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์" พระยาพิศประสาทเวช เป็นผู้รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2452 
                     2) หนังสือ "แพทย์ตำบล เล่ม1" พระยาแพทย์พงศา วิศุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) เป็นผู้รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2464

                                         
                
                   ในหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ จะพบว่ามีว่านอยู่เพียง 5 ชนิดเท่านั้น คือ ว่านกีบแรด ว่านนางคำ ว่านหางช้าง ว่านน้ำ และว่านเปราะ ซึ่งล้วนแต่เป็นว่านยาที่ใช้ประโยชน์ในทางสมุนไพร

                
                    และต่อไปนี้คือรายชื่อ "ตำราว่าน" ทั้งหมด เท่าที่เคยมีการจัดพิมพ์กันขึ้นมา ในยุคก่อน พ.ศ.2520

                    1) ตำราว่านเล่มแรกของไทย และของโลกจริงๆ นั้นชื่อ "ลักษณะว่าน" นายชิต วัฒนะ เป็นผู้รวบรวมพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2473
                
                    2) เล่มที่สองชื่อ "ตำหรับ กระบิลว่าน" หลวงประพัฒสรรพากร รวบรวมพิมพ์(ในงานปลงศพสนองคุณ นางเอี่ยม กาญจนโภคิน) โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2475 และ พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์โท พระวิจิตรเลขการ โรงพิมพ์อักษรนิติ, 2476
                    ตำราเล่มนี้แหละที่นักเล่นว่านรุ่นเก่าล้วนยอมรับนับถือกันว่าเป็นตำราว่านที่สมบูรณ์ที่สุดของยุคนั้น (ยังมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ)
                 
                    3) เล่มสามชื่อ "ตำราพันธุ์ว่านยา 108 อย่าง" ศ.ส. (นามแฝง) รวบรวมพิมพ์ โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, 2480 (ยังมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ)
                 
                    4) เล่มที่สี่ "คู่มือนักเล่นว่าน" ล.มหาจันทร์ รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2480
                 
                    5) เล่มที่ห้า "ตำราสรรพคุณยาไทย ว่าด้วยลักษณะกบิลว่าน" นายไพทูรย์ ศรีเพ็ญ รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2484 เล่มนี้นับเป็นตำราเล่มสุดท้ายในยุคก่อน พ.ศ.2500 พอตำราเล่มนี้พิมพ์ออกมาได้ไม่นานนัก ประเทศไทยก็ตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2

                     6) ทิ้งช่วงมานานหลายปีจึงมาถึงเล่มที่หกชื่อ "ตำราดูว่านและพระเครื่องพระบรมธาตุ" ชัยมงคล อุดมทรัพย์ รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2503 เล่มนี้มีชื่อว่านบันทึกอยู่ 112 ชนิด

                                      
                  
                      7) เล่มที่เจ็ด "ตำรากบิลว่าน" พยอม วิไลรัตน์ รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2504 ตำราเล่มนี้มีว่านบันทึกไว้ 233 ชนิด (แต่ว่านจำพวกเศรษฐี 8 ชนิด ท่านนับรวมเป็น 1 ชนิดเท่านั้น) และยังมีพืชที่เรียกว่า "ต้นยาวิเศษนานาชนิด" อีก 47 ชนิดบันทึกไว้ รวมเป็นทั้งหมด 280 ชนิด

                                     
                  
                      8) เล่มที่แปด "ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน" อุตะมะ สิริจิตโต รวบรวมพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2505 ในตำราเล่มนี้มีว่านอยู่ 166 ชนิด (มีซ้ำ 1 ชนิด) เป็นตำราเล่มแรกที่มีภาพประกอบอยู่ด้วย แต่เป็นภาพขาวดำที่ไม่ค่อยชัดนัก และมีเพียง 16 ภาพเท่านั้น

                                      
                  
                     9) เล่มที่เก้า "ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์" อาจารย์ชั้น หาวิธี รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2506 ในเล่มนี้มีว่าน 197 ชนิด (พิมพ์ซ้ำ 5 ชนิด) และมีต้นยาพิเศษอีก 8 ชนิด รวมเป็น 205 ชนิด

                                      
                     สำหรับอาจารย์ชั้นนี่ เมื่อก่อนท่านมีแผงขายว่านอยู่ที่สนามหลวง ภายหลังจึงย้ายเข้าไปขายในตลาดวัดมหาธาตุ ผู้เขียนเองก็เคยเหมาว่านของท่านมาปลูกอยู่หลายสิบชนิด
                  
                     10) เล่มที่สิบ "ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน" นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ รวบรวมพิมพ์ในนามของสมาคมพฤษชาติแห่งประเทศไทย พ.ศ.2506 ตำราเล่มนี้ได้รวบรวมชื่อว่านเข้าไว้ถึง 301 ชนิด รวมกับต้นยาอีก 1 ชนิด เป็น 302 ชนิด แต่มีที่ซ้ำแยะมากเพราะเป็นตำราที่รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นมาจากตำราทั้ง 9 เล่มข้างต้นรวมเอาเข้ามาไว้ในเล่มนี้เล่มเดียว (ว่านบางอย่างมีหลายชื่อและยังมีหลายชนิด เมื่อรวบรวมมาจากตำราอีกหลายๆ เล่มย่อมต้องมีซ้ำๆ กันมากเป็นของธรรมดา) ในตำราเล่มนี้มีภาพขาวดำประกอบอยู่ 16 ภาพ

                                          
                      ตำราว่านเล่มนี้แหละ ที่นักเลงว่านตัวจริงในยุคกลางตลอดมาจนถึงยุคหลัง ต่างก็ใช้เป็นคู่มือและใช้เป็นหลักอ้างอิงในการเล่นว่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้ และต่างก็ยอมรับนับถือกันว่าเป็นตำราว่านที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะได้รวบรวมรายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับว่านเอาไว้ทั้งหมด เป็นต้นว่า กำเนิดว่าน พระตำหรับว่าน อิทธิฤทธิ์ของว่าน ฤกษ์ในการปลูกว่านหรือกู้ว่าน วิธีปลูกว่าน พิธีกู้ว่าน ตลอดจนคาถาที่ใช้ในการเสกน้ำรดว่านเพื่อให้คงความเข้มขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นตำราว่านเล่มแรกและเล่มเดียวที่มีการจำแนก และบอกชื่อว่านเป็นชี่อทาง พฤกษ์ศาสตร์ ถึงแม้จะไม่ครบทั้งหมดแต่ก็สามารถแยกไว้ได้ถึง 34 วงศ์ (Family) 512 สกุล (Genus) 1,715 พันธุ์ (Species)  

                      11) เล่มที่สิบเอ็ด "ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์" ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2508 ตำราเล่มนี้รวบรวมว่านไว้ 217 ชนิด (มีซ้ำ 1 ชนิด) และมีภาพขาวดำประกอบอยู่ 36 ภาพ

                                          
                      ตำราเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่มีการเปิดตัวบรรดาว่าน ที่มีชื่อ"กวัก"นำหน้าเอาไว้ถึง 9 ชนิด ได้แก่ กวักพุทธเจ้าหลวง กวักนางพญาใหญ่ กวักนางพญาเล็ก กวักนาวมาควดี (ภายหลังเล่นกันในนามว่านมหาโชค) กวักหงษาวดี (ภายหลังเล่นกันในนามว่านมหาลาภ) กวักทองใบ กวักแม่จันทร์ กวักโพธิ์เงิน และกวักเงินกวักทอง ให้นักเลงว่านได้รู้จักและเริ่มเสาะแสวงหามาเล่นกัน

                      12) เล่มสุดท้ายชื่อ "กบิลว่าน 108" สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร รวบรวมพิมพ์ พ.ศ.2516 ตำราเล่มนี้เกิดขึ้นจากการที่อาจารย์ทัศนา ทัศนมิตร ได้นำเรื่องว่านไปลงเผยแพร่ในนิตยสาร "นพเก้า" ก่อน แล้วค่อยรวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มในภายหลัง จึงมีภาพประกอบอยู่มากจนดูคล้ายกับตำราว่านในยุคหลังๆ แต่ที่จัดเข้าไว้ในยุคแรกก็เพราะช่วงที่จัดพิมพ์ตำรานี้ ว่านยังไม่เป็นที่นิยมฮือฮากันมากนัก ตำราเล่มนี้จึงพอเชื่อถือได้เพราะจุดประสงค์ในการจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อการเผยแพร่ มิได้มุ่งหรือหวังผลทางการค้า

                                           
                   
                     นักเล่นว่านทั่วไป ต่างก็ยอมรับกันว่ารายชื่อว่านที่ได้บันทึกอยู่ในตำราทั้ง 12 เล่มข้างต้นนี้แหละ คือ "ว่าน" ที่แท้จริง  เพราะเป็นการค้นคว้ารวบรวมเอามาจากบรรดาครูอาจารย์และผู้รู้ที่เชื่อถือได้ในรุ่นก่อนๆ บ้างคัดลอกมาจากตำหรับตำราเก่าแก่บ้าง โดยมิได้มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือตั้งชื่อกันเอาเองเหมือนดังเช่นตำราว่านในยุคหลังๆ นี่เลย
                                 
                                 ..................................................................        

                      ในช่วงระยะเวลา 6-7 ปี (พ.ศ.2520 - 2526) ที่ว่านได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น มีตำราว่านพิมพ์ออกมาขายแยะมาก ซึ่งตำรายุคใหม่นี้จะคัดลอกคำบรรยายลักษณะว่านแต่ละชนิดมาจากตำราเล่มที่ 10 ของอาจารย์เลื่อน แล้วจึงค่อยหาถาพถ่ายมาประกอบเอาเอง ตรงนี้แหละจึงเป็นที่มาของความผิดพลาดในหลายๆ ประการของตำรารุ่นใหม่ๆ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

                      ในเมื่อตำราเองมันยังผิดเสียแล้ว ก็ลองนึกดูสิว่านักเล่นว่านในยุคหลังๆ จะพากันเข้ารกเข้าพงขนาดไหน และนี่เองคือสาเหตุที่ผู้เขียนจำต้องลุกขึ้นมาร้องบอกว่า "เล่นว่านให้ถูกต้องตรงตามตำรา" แน่นอนตำราในที่นี้ย่อมหมายถึงตำรารุ่นเก่าซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับนับถือกันมาช้านาน ไม่ใช่ตำราที่เขียนขึ้นมาเพียงเพื่อจะ(หลอก)ขายว่าน(ตั้งเอง)ของตัว หรือเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเดียวโดยไม่เคยคิดที่จะรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมเลยแม้สักนิด