ตลกบริโภค ... ขนานแท้

ผมลองประเมินสถานการณ์ระบบสุขภาพจากคนทำงานในโรงพยาบาลอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า มีประเด็นที่ชวนให้ ทึ่ง อึ้ง เสียว แทนคนปฎิบัติงาน ที่เสี่ยงโดนฟ้อง

 

เป็นการประเมินจากท่าทีที่สังคมแสดงอาการ "ดุมาก" ต่อเรื่องต่อไปนี้ (ดูจากความบ่อยของข่าวฟ้องร้อง ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ)

  1. มีอาการแพ้ยาเป็นครั้งแรก หรือแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วมาลงที่สถานบริการสุขภาพล่าสุดที่ไปใช้บริการ
  2. แพ้ยาข้ามกลุ่ม แต่เป็นคนละตัวกับที่เคยแพ้
  3. ทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีที่ไม่ใช่ปุ๋ยตามปรกติ
  4. การใช้สารเคมีที่มีความเป็นพิษสูง ใส่ในผลิตภัณฑ์อาหารตามธรรมชาติ

ที่ทำให้ ทึ่ง และ อึ้ง คือ ข้อ 1 เป็นความซวยตามธรรมชาติ ที่ไม่มีใครห้ามได้ และไม่มีทางรู้ล่วงหน้า แต่เดี๋ยวนี้ ก็มีการหยิบมาเอาเรื่องกันแบบถึงตายกันด้วย

การแพ้ยา ตามปรกติแล้ว ครั้งแรก เราไม่มีรู้หรอกว่าเราจะแพ้อะไร และถ้าเป็นครั้งแรกที่รับยา ร่างกายยังไม่รู้จัก ก็จะไม่มีอาการอะไร แต่พอผ่านไปหลาย ๆ วัน (ไม่เกิน 2 สัปดาห์) ร่างกายก็จะเตรียมพร้อมที่จะแพ้ และอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมไปได้นานมาก ๆ หากได้รับยานั้นอีก ก็จะเกิดการแพ้ขึ้น (ซึ่งเรียกว่า แพ้ครั้งแรก)  

สมมติใครกินอาหารที่เกษตรกรเลี้ยงและใส่ยาปฎิชีวนะ และเป็นยาที่คนกินจะแพ้ ตอนกินอาหารปนเปื้อน ก็ไม่มีอะไร แต่เกิดไปรับยามา (ไม่เคยมีประวัติ) เป็นผื่นแพ้ยา ช็อคตาย จะมีใครรู้ไหม ว่าตายจากอะไร ? เป็นไปได้สูงว่า คนที่เกี่ยวข้องคนสุดท้ายในวงจรสุขภาพ จะเป็นแพะบูชายัญ ทั้งที่เป็นการแพ้อย่างเป็นทางการครั้งแรก (แต่โดนกระตุ้นจากที่ปนเปื้อนมาในอาหาร)

 

ข้อสอง ก็เป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจ เพราะคนที่รักษา เขาก็ต้องพยายามปรับสมดุลระหว่าง ประโยชน์ที่จะทำให้รักษาได้ กับ โทษ คือ อาจเสี่ยงกว่าเดิม (บางกรณี ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้) แต่ข้อนี้ ก็ต้องดูเงื่อนไขแวดล้อมด้วย ฟันธงผิดถูกล่วงหน้าไม่ได้ ต้องว่าเป็นราย ๆ ว่าประมาทหรือเปล่า หรือตัดสินใจดีแล้ว แต่ถึงคราวซวย

ตัวอย่างเช่น สมมติว่า ผมแพ้ยาแก้ปวดลดอักเสบตัวหนึ่ง ก็จะมีความเป็นไปได้อยู่นิดหน่อย ที่ผมจะแพ้ยาแก้ปวดตัวอื่นชนิดอื่นด้วย

คำว่า "นิดหน่อย" นี่แหละ ที่สำคัญ ว่า สังคมจะทำยังไงกับ "นิดหน่อย"นี้

คือถ้าเพ่งโทษว่า นิดหน่อยก็ไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดการรักษาแบบ เน้นป้องกันตัว(ผู้ให้บริการ) แต่ไม่เน้นเหตุผลการตัดสินใจอย่างเป็นกลาง

สมัยหนึ่ง มีกรณีประเภท รถอารี รับคนป่วยอุบัติเหตุข้างทางไปส่งโรงพยาบาล แล้วโดนข้อหาชนคน เล่นเอาคนทั้งสังคมอารีขยาด เวลาผ่านไปเจอผู้ประสพเหตุข้างทางแบบนี้ ก็จะ "ปล่อยมันตายข้างทางไปเถอะ" - อย่างน้อยตัวเองไม่ต้องโดนข้อหาอะไร อย่างมากก็ฝันร้ายซักไม่กี่คืน...

สมมติว่าผมเจ็บป่วย ต้องใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบขึ้นมา โดยยาแก้ปวด(ที่ไม่ลดอักเสบ)อื่นไม่ได้ผล

ในบรรยากาศที่ไม่ดุ คนรักษา ก็อาจตัดสินใจให้ยาแก้ปวดลดอักเสบตัวอื่น คือชั่งสมดุลว่า จะปล่อยให้อักเสบ และปวดอยู่ยังงั้น หรือใช้ยา เพื่อลดอักเสบ จะได้ไม่ปวด

แต่ในบรรยากาศที่ดุ ปล่อยให้ปวดไปเถอะ (คนอื่น)ปวดจากโรค ดีกว่าตัวเองถูกฟ้องจากคนอื่นแพ้ยา

ก็จะกลายเป็นการตัดโอกาสได้รับการรักษาที่สมดุล เกิดการรักษาที่ไม่สมดุล คือ ช่วยให้คนไข้หนีปวด ไม่รักษาการอักเสบ ด้วยการทำให้หลับตลอด (จนกลายเป็นคนติดยาโดยไม่จำเป็น) หรือใช้ยาแก้ปวดที่เสพติด ทั้งที่สิ่งที่ตรงไปตรงมากว่า ก็มี เพียงแต่ "เฮ้ย มีโอกาสแพ้เหมือนกันนิดหน่อยนะ" ก็เลย "..ไม่ดีกว่า เดี๋ยวโดนฟ้องตายXXX"

 

แต่ข้อ 3 ถ้าหากเจอเข้าจัง ๆ สารพิษที่รับเข้าไป จะมีมาก (เรากินยา ครั้งนึง ไม่ค่อยเกินหนึ่งกรัม แต่กินผลไม้ทีละครึ่งโล ปีนึงกี่ครั้ง สะสมแล้ว ต่างกันไม่รู้กี่ร้อยเท่า) แต่ดู ๆ แล้ว สังคมเฉยชา เพราะเห็นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่พ้น ทั้งที่สถิติคนเป็นมะเร็งในรอบไม่กี่ปีนี้ แซงพรวดทุกโรคมาอยู่หัวแถวสุด

 

 

ส่วนข้อ 4 ก็ยังมีทำกันโครม ๆ ทำไม่ได้ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า "คุณเป็นฆาตกรโรคจิตหรือเปล่า วันนี้จะฆ่าคนอีกกี่ศพ" กันเท่าไหร่

 

หลายปีก่อน ผมเคยเจอแตงโมกลิ่นฟอร์มาลีนในงานเลี้ยงที่จัดหรูในโรงแรม และไม่กี่วันก่อน เจอกับตัวเอง กลิ่นสารเคมีแน่ ไม่ผิด  แต่จมูกยังวิวัฒนาการไปไม่ถึงขั้นใช้แทนเครื่อง GC-MS ยังไม่สามารถบอกโครงสร้างทางเคมี ก็ต้องส่งให้ผู้เกี่ยวข้องไปตรวจต่อไป

 

ถ้านำแนวคิดเรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาจับ สิ่งที่น่าหัวเราะที่สุดก็คือ เรื่องที่สำคัญที่สุด พบบ่อยที่สุด และ ผลกระทบแรงที่สุด  คือ เรียงจากข้อ 4 ไป 3 ไป 2 ไป 1

 

แต่สังคมจะดุมาก เรียงจาก 1 ไป 2 ไป 3 ไป 4

 

 

ทีคนที่พยายามช่วยเรา เราไปดุใส่เขา จ้องจับผิดเขา

แต่กับคนที่พยายามมาฆ่าเรา เราเฉย ๆ เผลอ ๆ ไปซื้อของเขามา ยังต่อรองราคาเป็นที่สนุกสนาน

 

 

 

แบบนี้ เป็นวิธีคิดแบบ "เอาเท้าชี้ฟ้า แล้วเอาหัวเดิน" หรือเปล่า ?