GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ชีวิต งาน และความสุข

คนเกิดมามีชีวิตเพื่ออะไร และจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร
วันนี้เป็นวันแรก(จัดวันที่ 21-22 ก.พ.49)ครับที่งาน OD ได้จัดหลักสูตรสัมมนาให้แก่ผู้บริหารทุกระดับของวลัยลักษณ์เรา ภายใต้หัวข้อ "จิตวิทยาการบริหาร สู่ความเป็นเลิศของนักบริหาร" ซึ่งวิทยากรที่กรุณามาให้ความรู้กับพวกเรา คือ ท่านอาจารย์ณรงค์ศักดิ์   ตะละภัฏ ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาในการทำงานอย่างมาก ที่ผมรู้สึกดีใจมากในฐานะที่เป็นพนักงานคนหนึ่งของวลัยลักษณ์ก็คือ วันนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกระดับ รวมทั้งหัวหน้างานต่าง ๆ เข้าร่วมสัมมนาเกือบ 50 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอธิการบดีของพวกเรา ท่านได้นั่งฟังด้วยความสนใจ และมีความสูขมากตลอดทั้งวันเลยครับ ผมยังรู้สึกเสียดายที่ผู้บริหารอีกหลายท่านติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วมสัมมนาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากเรียนว่า งานOD ได้มีการบันทึกเป็น CD ไว้นะครับ หากท่านสนใจสามารถติดต่อขอยืมได้ที่งาน OD นะครับ และจากหัวข้อที่ท่านวิทยากรบรรยาย ท่านได้โยงให้เห็นว่า คนเกิดมามีชีวิตเพื่ออะไร และจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร งานและเพื่อนร่วมงานของเราช่วยให้เรามีความสุขได้อย่างไร ตลอดจนประเด็นเหล่านี้จะช่วยพัฒนาวลัยลักษณ์ของเราได้อย่างไร ซึ่งผมเองเรียนตามตรงครับ สรุปยังไงก็ไม่เหมือนกับว่า หากพวกเราได้ฟังจากท่านอาจารย์เอง (ลองยืม CD ไปดูนะครับ) แต่ที่แน่ ๆ งาน OD จะจัดอีกรุ่นหนึ่งประมาณเดือนพ.ค.ครับ แต่ที่ผมอยากเชิญชวนพวกเรา โดยเฉพาะพวกเราที่ได้ผ่านกิจกรรม KM ของวลัยลักษณ์ ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหน่อยดีไหมครับว่า หากชีวิตคนเราจะมีความสุข ก็ต่อเมื่อได้ทำงาน และงานที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขก็คืองานที่ทำด้วยใจรัก ใจที่รักงาน มีศักดิ์ศรีและความภูมิใจในงานที่ทำ ก็จะทำให้งานนั้นมีคุณภาพ KM ที่พวกเราได้ร่วมกันทำมีส่วนช่วยหรือเกี่ยวข้องในข้อความนี้อย่างไรบ้างครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): การจัดการความรู้
หมายเลขบันทึก: 16264
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

ผมขอยืมด้วยได้ไหมครับ

วิจารณ์ พานิช

ด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งครับ

    ได้ร่วมอบรมทั้ง 2 วัน แบบไม่อยากลุกหนีไปไหน สนุกได้สาระ ฮาสลับ จริงๆค่ะ ได้หลัก 3 ข้อจาก อ.ณรงค์ศักดิ์ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่เรารู้ แต่เราลืมใช้บางขณะ ได้แก่

1. ไม่มีใครชอบคำตำหนิ ทุกคนชอบคำชม สรรเสริญ เยินยอ

2. ไม่มีใครชอบให้ใครมาสอน แต่เราอยากเรียนรู้เอง

3. เมื่อเราตัดสินคนอื่นเช่นไร เขาก็จะตัดสินเราเช่นนั้น

   เป็นความจริงตลอดกาลจริงๆค่ะ ขอแนะนำว่าท่านที่ไม่ได้เข้ารุ่น 1 อย่าพลาดรุ่น 2 เด็ดขาด หากเราได้เข้าอบรมหลักสูตรนี้ทุกคน เราจะได้มีฐานเดี่ยวกัน พูดเรื่องเดียวกัน เข้าใจกัน และรักกันมากๆ

                                                

 

            ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าอบรมทั้ง ๒ วันแบบเต็มเวลาไม่มีสาย ไม่มีหนี  ความเห็นในเบื้องต้นหลังการได้ "รับรู้" ข้อมูลจากวิทยากร (อ.ณรงค์)ที่ว่า จิตวิทยา คือความรู้ที่จะจัดการความคิด,ความรู้สึกของเราให้เกิดความสุขแก่ตัวเราและผู้อื่นแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นแนวคิดเดียวกันกับการทำ KM ในมวล.ที่ "คุณเอื้อ"ของเราเน้นย้ำไว้เสมอว่าเราจะเริ่มต้นที่ "การจัดการความรู้สึก" ตั้งแต่รู้สึกรักและนับถือตัวเอง,รักองค์กร"รักวลัยลักษณ์",และรักและนับถือผู้อื่น ให้เกิดพลังของความเอื้อเฟื้อ(Care)ซึ่งกันและกันจนบรรลุเป้าประสงค์เกิดความรู้สึกเต็มใจที่จะแบ่งปัน(Share) บรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร อันเป็นผลให้เกิดการทำงานที่มีความสุขและก่อให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพ (ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือ?) และได้รับรู้วิธีการจัดการฯไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสุขด้วยการปลดปล่อยตัวเองและมีอิสระทางความคิด หรือการกำกับควบคุมตัวเองทั้งความคิด,อารมณ์,ความรู้สึกให้คิด"บวก"ตลอดเวลา  ฟังดูง่ายๆเป็นเรื่องธรรมชาติที่เรารู้ๆกันอยู่ แต่สำหรับตัว ดิฉันแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องฝีกฝน และแสวงหาวิธีเฉพาะตัวอีกมากที่จะจัดการกับตัวเองให้ได้ ใครมีวิธีดีๆช่วยแนะนำด้วยนะคะ

          สิ่งที่ดิฉันประทับใจคือวิธีการถ่ายทอดของวิทยากร ไม่ใช้การบรรยายแบบสอนให้รับรู้ตาม แต่ใช้วิธีให้เราทุกคนมีส่วนคิดและช่วยกันหาคำตอบที่ดีที่สุด คิดว่าดีมากเพราะทำให้เราจดจำคำตอบต่างๆได้ด้วยความเข้าใจรู้ที่มา ต่างจากการท่องจำตามที่"ครู"บอกไม่นานก็ลืม น่าจะนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นตามความเหมาะสมของ สถานที่,เวลา และบุคคล  นอกจากได้ความสุข และสาระแล้วบรรยากาศยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสลับกับความตื่นเต้นของเราที่ไม่รู้ว่า"ไมค์"จะมาถีงเราตอนไหน?แต่ก็ไม่มีคนหนี

         สิ่งที่รับรู้แล้วทำให้แปลกใจคือ ความหมายของคำว่า"ศักยภาพ" ที่ว่าคนเรามีความสามารถเท่ากัน ๑๐๐%แต่เราสามารถใช้จริงในชีวิตเพียง ๑๕% ไม่รู้หายไปไหน๘๕% หากเราสามารถดึงความสามารถของเรามาใช้เพิ่มอีก๑๐%เราก็จะเป็นอัจฉริยะ  แท้จริงหายไปกับนิสัยและพฤติกรรมที่เคยชินของเราคือ ๑ การคิดถึงตนเองและผู้อื่นในทางลบ  ๒ชอบคิดเอาเอง คิดแทนคนอื่น  ๓ชอบโทษ และโยนความผิดให้คนอื่น  และ๔คิดและทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ  นี่เป็นความจริงหรือ? ถ้าจริงใครช่วยหาวิธีทำให้ความสามารถของเรากลับมาด้วย

      จากการบอกเล่าของวิทยากรที่ว่า "หากเราเกรงใจลูกน้อง ลูกน้องก็จะเกรงเรา หากเราข่มลูกน้อง ลูกน้องก็จะเกลียดเรา" เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะเราเคยเกลียดหัวหน้าที่ใช้อำนาจข่มขู่ สั่งการโดยไม่มีเหตุผล เราจำใจต้องทำงานให้ก็จริงแต่เราไม่เต็มใจ คิดแค้น น้อยใจ ไม่รักนายคนนี้เลย อยากหนีไปให้พ้น แต่สำหรับนายที่ใช้งานเราด้วยความสุภาพ ดูเกรงอกเกรงใจ กลับทำให้เราต้องการทำงานให้อย่างเต็มที่ รักนาย และต้องการให้นายใช้งานเราได้โดยไม่ต้องเกรงใจ นายก็ไม่ต้องมาเลี้ยงปีใหม่ลดโทษด้วยค่ะ

เสียดายจังเลยไม่ได้เข้าร่วมรับฟังด้วย  นอกจากบันทึกไว้ในแผ่น CD แล้ว  มีบันทึกในรูปแบบ VCD บ้างหรือเปล่าค่ะอยากฟังเสียงหัวเราะของบรรยากาศที่ตื่นเต้น  สดใส  ชนิด "ไมค์"มาไม่รู้ตัว........(จากข้อคิดเห็นของพี่จินตนา  ศิริวัฒนโชค)

       ทราบว่าทีม OD จะจัดหลักสูตรนี้ให้ทุกคน รุ่นต่อไปเมื่อไร?น้อง"ศิวฉัตร"อย่าลืมติดตามนะ เล่าอย่างไรก็ไม่เหมือนได้นั่งใจเต้นเอง กรุงเทพฯไม่ใช่อุปสรรคจริงไหม?  ไม่เชื่อถามท่านคณบดีสำนักวิศวะฯ(ดร.วัฒนพงศ์),คุณเจริญ(ศคว.),คุณอารี(ต้อย,พัสดุ)หรือคุณบรรจงวิทย์(อู๊ด) และฯลฯดู

ขอบคุณมากค่ะพี่ติ๋ม  แล้วจะลองติดต่อดู...