เป็นบทสนทนาที่ทำให้ดิฉันสะท้อนกลับมาคิดถึงการสอนของตนเอง และต้องขอบคุณที่เขาเป็นครู ให้บทเรียนให้ดิฉันได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องการจัดการเรียนการสอน และเข้าใจองค์ประกอบของ Health Counseling ชัดเจนขึ้น

    เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ เรื่องการสอนนักศึกษาพยาบาลให้เข้าใจ Process ของ Health counseling  บทเรียนนี้เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งเราหยิบงานที่ให้นักศึกษาทำรายงานการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ กับกรณีศึกษารายหนึ่ง  แล้วให้เขาบันทึกบทสนทนา(Interaction) ระหว่างตัวเขากับ case เป้าหมายก็คือ จะเน้นเรื่องการใช้เทคนิคการสนทนา  อยากรู้ว่าเวลาที่นักศึกษาพูดคุยกับ case เขารู้ไหมว่าเขาควรใช้เทคนิคการสนทนาใดจึงจะทำให้ case ค้นหา เข้าใจ  รับรู้และเลือกแนวทางการแก้ปัญหาของตัวเองได้ ระหว่างนั่งอ่านบันทึกของนักศึกษา เราต้องชนตอเข้าอย่างจังว่า เรื่องที่คิดจะสอนมันแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรกับนักศึกษาเลย ซ้ำยังสร้างทุกข์ให้ทั้งนักศึกษาและ case  เพราะในบทสนทนานั้นมันสะท้อนให้เราเห็นว่า ระหว่างการสนทนานักศึกษาน่าจะไม่ทันทำความเข้าใจกับสิ่งที่ case แสดงออก เช่น การมองหน้านักศึกษาเมื่อนักศึกษากระตุ้นให้ลุกขึ้นยืน ทั้งๆที่บอกกับนักศึกษาแล้วว่าเจ็บและเสียวที่เท้ามากเวลาลุกขึ้นยืน เพราะนักศึกษาคงมัวแต่กังวลว่า  เมื่อ case ตอบมาแบบนี้แล้ว  ควรจะใช้เทคนิคอะไรต่อไป แล้วเทคนิคที่ว่านั้นจะต้องพูดหรือแสดงท่าทางอย่างไร  และที่สำคัญนักศึกษาจะทันคิดหรือไม่ว่า แม้การที่ตนเองปราถนาดีอยากให้ข้อมูลกับ case  ด้วยการตรวจขาและเท้า เพื่อยืนยันกับเขาว่าขาและเท้าของ case ปกติดีนั้น   case คิดอย่างไรจึงเงียบและไม่พูดอะไร  case จะคิดหรือไม่ว่า เขากำลังถูกตรวจสอบและโดนตำหนิ   นี่เป็นบทสนทนาบางส่วนที่นักศึกษาพยายามกระตุ้นให้ case ลุกเดิน  และที่สำคัญ เป็นบทสนทนาที่ทำให้เราต้องสะท้อนกลับมาคิดถึงการสอนของตัวเอง   และต้องขอบคุณที่เขาเป็นครู  ให้บทเรียนให้เราได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องการจัดการเรียนการสอน และเข้าใจองค์ประกอบของ Health Counseling ชัดเจนขึ้น  ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ว่า หากจะสอน Heath counseling ต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องการสื่อสารและเทคนิคการสนทนา แต่ต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะสมว่าควรจะให้น้ำหนักกับทั้งสองเรื่องอย่างไรจึงจะพอดี  บทสนทนานี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ก่อนจะให้คำปรึกษาได้ ต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้รับเสียก่อนว่าเขาคิดและต้องการบอกอะไรกับเรา และก่อนที่จะส่งข้อมูลใดกลับไปให้เขา ก็ต้องคิดก่อนว่าเราควรจะส่งข้อมูลกลับไปอย่างไร  จึงจะทำให้ผู้รับสารรับรู้และเข้าใจความคิดและความต้องการของเรา  เทคนิคการสนทนาอาจเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของการให้คำปรึกษา มิใช่หัวใจสำคัญที่ครูต้องเทน้ำหนักให้ความสำคัญมากจนลืมคิดถึงเรื่องอื่นๆ      <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>       ลองอ่านบทสนทนานี้ดูนะคะนักศึกษา :  ไหนยาย ลองลุกนั่งซิ (กระตุ้นให้ทำกิจกรรม)</p><p>Case ได้ยินก็พยายามลุกขึ้นช้า ๆ บ่นว่าเจ็บไปหมด ปวดต้นคอ แต่ก็ลุกขึ้น</p><p>นักศึกษา :  เก่งจัง คุณยาย ลุกนั่งได้เอง (กล่าวชม) ไหนลองลุกยืนซิ (กระตุ้นให้ทำกิจกรรมต่อ) </p><p>Case มองหน้านักศึกษา</p><p>นักศึกษา :    ไหวไหมถ้าไม่ไหวเดี๋ยวจะช่วยประคองนะ นะลองดูนะ  นักศึกษาพยายามกระตุ้น    </p><p>Case ทำท่าจะลุกยืน แขนทั้งสองข้างเกาะนักศึกษา แต่พอยกสะโพกขึ้นมา ขณะที่เท้ายันพื้นอยู่ case ก็ร้อง และบอกว่า เจ็บ เสียวเท้ามาก ขอทำเท่านี้ก่อน แล้วก็นั่งลงไปที่เตียงนอน</p><p>นักศึกษา :  คุณยายรู้สึกอย่างไรบ้างตอนยืนเมื่อกี้นี้ (Close Question)</p><p>Case:  เจ็บ แล้วก็เสียวที่เท้ามาก ปวดมาถึงเอวเลย </p><p>นักศึกษาจึงตรวจดูว่า Case มีอะไรผิดปกติหรือไม่ (ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม) เมื่อตรวจพบว่าปกติจึงบอกกับ case ว่า   จากที่ตรวจร่างกายคุณยายก็ปกตินะคะ (ให้ข้อมูล)</p><p>Caseเงียบไม่พูด  </p><p>นักศึกษา :  ไหนลองลุกยืนอีกทีหนึ่งนะคะ คราวนี้จะให้หลานช่วยพยุงด้วยอีกคนหนึ่ง คุณยายจะได้ไม่ต้องกลัวล้ม (กระตุ้นให้ทำกิจกรรมต่อ)</p>