สาระน่ารู้ : การพิจารณาความผิดด้านกฎหมายกับเรือประมงที่รุกล้ำน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน
เนื้อหา
กรณีที่เรือประมงไทย บางกลุ่มได้รุกล้ำ และลักลอบเข้าไปทำประมงในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน แล้วถูกเรือรบประเทศเพื่อนบ้านไล่จับกุม นั้น สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ข้อพิจารณาความผิดด้านกฎหมายประมง ว่าการกระทำดังกล่าว อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนี้

  พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490
ตามมาตรา 28 ทวิ กำหนดให้บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของเรือใช้ หรือยอมให้ใช้เรือของตนทำการประมงละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ และทำให้คนประจำเรือหรือผู้โดยสารไปกับเรือต้องตกค้างอยู่ ณ ต่างประเทศ บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อันเกิดจากการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินเจ็ดคนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค่าวินิจฉัยดังกล่าว
        กรณีนี้ หากเจ้าของเรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าว ก็จะมีโทษ ตามมาตรา 64 ทวิ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง
     การที่เรือประมงลักลอบเข้าไปทำประมงในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11 กำหนดไว้ว่า การเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และในมาตรา 18 วรรค 2 ก็กำหนดไว้ว่า บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฏกระทรวง และผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ ของด่านตรวจคนเข้าเมืองประจำเส้นทางนั้น จึงเห็นได้ว่าหากลูกเรือประมง เจ้าของเรือและผู้ที่ควบคุมเรือที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 11, 18 และมีโทษตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดโทษไว้ จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่ถ้าผู้กระทำผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง มีสัญชาติไทยก็ให้ระวางโทษ ปรับไม่เกิน สองพันบาท ตามมาตรา 62 วรรคสอง
     ในกรณีเจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 23 ก็กำหนดไว้ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะ จะต้องนำพาหนะเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจนุเบกษา และในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ก็กำหนดให้พาหนะใดที่เข้ามาในหรือจะออกไปนอกราชอาณาจักร เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะต้องแจ้งกำหนดวันและเวลา ที่พาหนะเข้ามาถึง หรือจะออกจากเขตท่า สถานี หรือท้องที่ตามแบบที่กำหนดในกฏกระทรวงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งควบคุมเขตท่า สถานี หรือท้องที่นั้นภายในเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศไว้ ฉะนั้น หากเจ้าของเรือประมงหรือผู้ควบคุมเรือประมงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 23 และมาตรา 65 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเป็นความผิดตามมาตรา 25 และมาตรา 66 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456
     ตามมาตรา 28 ซึ่งกำหนดให้คนรับจ้างสำหรับทำการในเรือเดินทะเลคนใด จะเข้าทำการงานหรือมีผู้จ้างทำการงานในเรือกำปั่นชาติสยาม หรือเรือกำปั่นต่างประเทศชาติใดที่ไม่มีกงสุลประจำอยู่ในกรุงสยาม ต้องได้รับอนุญาตเจ้าท่าก่อนจึงทำได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ก็จะเป็นความผิดและมีโทษตามมาตรา 290 ซึ่งมีโทษปรับตั้งแต่ 500 บาท ถึง 5,000 บาท ดังนั้นหากลูกเรือประมงทำงานในเรือประมงไทย ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าก่อนจะเป็นความผิดและมีโทษดังกล่าว
     ในกรณีนายเรือตามมาตรา 21 กำหนดให้เรือกล ที่เป็นเรือเดินทะเลและเป็นเรือไทย ขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสส์ขึ้นไป เมื่อจะออกจากเขตท่าเรือใดๆ ในน่านน้ำไทย นายเรือต้องแจ้งกำหนดออกเรือต่อเจ้าท่าก่อนออกเรือเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกชั่วโมง เพื่อให้เจ้าท่าตรวจสอบว่าปฏิบัติถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่เสียก่อน เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วจึงอนุญาตให้เรือออกได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้จะเป็นความผิดและมีโทษตามมาตรา 24 ซึ่งมีโทษปรับตั้งแต่ 500 บาท ถึง 5,000 บาท ดังนั้น หากนายเรือนำเรือประมงซึ่งเป็นเรือกลที่เป็นเรือเดินทะเล และเป็นเรือไทยขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสส์ขึ้นไปออกไป โดยไม่แจ้งกำหนดออกเรือต่อเจ้าท่าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงก็จะเป็นความผิดและมีโทษ ดังกล่าว

ที่มา  http://www.navy.mi.th/tmbfcc/IntDocLawAttachedVessel.php#F3