การดูแลผู้ป่วยรังสีร่วมรักษา

  ติดต่อ

  รังสีร่วมรักษา   

การดูแลผู้ป่วยรังสีร่วมรักษา
Interventional radiology patient care

พรรณี สมจิตประเสริฐ  พย.บ.
งานการพยาบาลรังสีวิทยา ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช

 

พรรณี สมจิตประเสริฐ.การดูแลผู้ป่วยรังสีร่วมรักษา . วารสารชมรมรังสีเทคนิคและพยาบาลเฉพาะทางรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย, 2550; 1(2): 1-8


การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีรังสีร่วมรักษา เป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่งที่มีความปลอดภัย มีความชอกช้ำต่ออวัยวะน้อย ภาวะแทรกซ้อนภายหลังการรักษาน้อยมาก (complication rate<10%) เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ทำให้งานด้านนี้เป็นที่นิยมและยอมรับของแพทย์จากสาขาต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยที่มารักษาด้วยวีธีการรังสีร่วมรักษามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่น โรงพยาบาลศิริราชจะให้บริการผู้ป่วยด้านนี้ประมาณ 2,000 คนต่อปี
ในปัจจุบันการรักษาทางรังสีร่วมรักษาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน เช่น อุปกรณ์การแพทย์ได้แก่ สายสวนหลอดเลือด ขดลวดนำ สายสวนหลอดเลือดเล็กพิเศษ สาร/วัสดุอุดหลอดเลือด อุปกรณ์ถ่างขยายหลอดเลือด ได้มีหลายบริษัทพัฒนาให้ใช้ง่ายขึ้น มีรูปแบบและขนาดต่างๆ เพื่อการเลือกใช้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการทำหัตถการ ทางด้านเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดมีการพัฒนาทำให้สามารถถ่ายภาพได้เร็วขึ้น ใน 1 วินาทีสามารถถ่ายภาพได้ 6-18 ภาพ มีระบบสร้างภาพเป็น 3 มิติ มีการจัดเก็บภาพดิจิตอลด้วยระบบ PACs เป็นต้น ในด้านการแพทย์ได้มีการพัฒนา ค้นคว้า ทำการวิจัยหาวิธีการรักษาใหม่ ๆ ดังจะเห็นได้จากผู้ที่ทำงานด้านนี้เป็นประจำจะต้องช่วยแพทย์ทำโครงการวิจัยด้านนี้อยู่เนืองๆ และนำเสนอในการประชุมวิชาการ วารสารวิชาการต่างๆ ดังนั้น บุคลากรที่ทำงานทางรังสีร่วมรักษาควรต้องศึกษาและพัฒนาความรู้ในชนิดหัตถการ การให้การดูแล การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติอย่างเจาะจง และหลากหลายในการดูแลผู้ป่วยรังสีร่วมรักษา ผู้ให้การดูแลรักษาอันได้แก่แพทย์ พยาบาลและรังสีเทคนิคจะต้องจำแนกหัตถการอย่างง่าย เพื่อจะได้ตระหนักถึงการให้การดูแลได้ ดังนี้

การรักษาทางรังสีร่วมรักษามี 2 รูปแบบคือ
1. Vascular and Interventional Radiology เป็นการตรวจรักษาทางรังสีควบคู่กับการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือด แบ่งออกเป็น 2 ระบบได้แก่ระบบหลอดลเลือดประสาทและหลอดเลือดลำตัว การตรวจรักษานี้ทำได้ทั้งทางหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำได้แก่

1.1 การทำ Embolization คือการฉีดสารบางชนิด/วัสดุผ่านสายสวนเข้าไปยังจุดที่มีรอยโรคเพื่อการรักษาในโรค AVM, AVF, CCF, Aneurysm และเพื่อห้ามเลือดในผู้ป่วยที่มีการตกเลือด ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการ hemoptysis, bleeding post renal biopsy, GI bleeding, bleeding per vagina เป็นต้น บางครั้งยังมีการฉีดสารอุดหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีก้อนเนื้องอกก่อนการทำการผ่าตัด เพื่อลดการสูญเสียเลือดขณะผ่าตัด
1.2 Regional perfusion คือการให้ยาประเภทต่าง ๆ ผ่านสายสวน เข้าสู่บริเวณที่ต้องการบำบัดรักษาโดยตรง เช่น

- การให้ยาเคมีบำบัด
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด
- การให้ยาที่ทำให้หลอดเลือดบีบตัว
- การให้ยาที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว
- การฉีด Stem cell infusion

1.3 การทำ Angioplasty ได้แก่การขยายหลอดเลือดที่ตีบตัน และการใส่ Stent, การใส่ IVC Filter , TIPS
1.4 การล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างอยู่ในหลอดเลือดออก
1.5 การทำ Biopsy ผ่านสายสวนหลอดเลือด

2. Non-vascular Interventional Radiology เป็นการตรวจรักษาที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด ได้แก่

2.1 Percutaneous biopsy และ Aspiration biopsy
2.2 Percutaneous drainage เช่น การใส่ท่อระบายต่าง ๆ
2.3 Percutaneous retrieval ได้แก่ การล้วงท่อระบายที่หัก หรือการล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกผ่านท่อระบาย
2.4 Radiofrequency ablation (RFA)
2.5 Sclerosing therapy : Direct ethanol injection
2.6 Vertebroplasty

 

การเตรียมผู้ป่วยเพื่อรับการตรวจรักษา
ปัจจุบันแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยจะเป็นไปตามมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์และพยาบาลที่มีคุณภาพ การระบุตัวผู้ป่วยและการประเมินผู้ป่วยเป็นประเด็นที่สำคัญ กระบวนการหนึ่งที่นำมาใช้มากได้แก่ Time out เป็นกระบวนการตรวจสอบผู้ป่วย การเตรียมหัตถการ และการวางแผนการรักษาด้วยอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยมีการย้ำเตือนในทุกจุดของหัตถการ สิ่งที่ time out ต้องการให้ระบุได้แก่
1. ผลการซักประวัติและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางเคมี ได้แก่

1.1 ประวัติความดันโลหิตสูงอาการไข้ ไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ
1.2 ผลการตรวจทางเคมี ได้แก่ BUN, Creatinine, CBC, Coaggulo
gram, LFT, AFP, HIV, และผล Biopsy ฯลฯ ถ้าพบว่าผลการตรวจมีความผิดปรกติ ต้องรายงานให้แพทย์ทราบเพื่อแก้ไขให้เป็นปรกติก่อนตรวจรักษา

2. ประวัติการแพ้ยา และสารไอโอดีน เนื่องจากตลอดเวลาของการ
ตรวจรักษาต้องมีการฉีดสารทึบรังสีเป็นระยะ ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็น โรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือ Angioneuroticedema ต้องรายงานให้แพทย์ทราบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจด้วยวิธีนี้ หรือถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจก็จะต้องให้ยาแก้แพ้นำ บางครั้งต้องปรึกษาวิสัญญีแพทย์เพื่อ stand by ขณะทำการตรวจรักษา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติแพ้สารไอโอดีนหรืออาหารทะเล ก็ยังต้องระมัดระวังและคอยสังเกตอาการเปลี่ยนแปลง เพราะอาจแพ้สารทึบรังสีได้ ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้สารไอโอดีนไม่ควรเสี่ยงทำการตรวจด้วยวิธีนี้


3. การอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการตรวจโดยสังเขป ผลดีของการรักษา รวมทั้งอาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างการตรวจและภายหลังการตรวจ ให้ผู้ป่วยเข้าใจเพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจเองว่าจะรับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งการให้ความร่วมมือขณะรับการรักษา


4. การให้ผู้ป่วยเซ็นใบยินยอมรับการรักษา


5. เตรียมความสะอาดและโกนขนบริเวณที่จะใส่สายสวนถูกที่ ถูกตำแหน่ง เช่นที่ perineum ขาหนีบทั้งสองข้าง และรักแร้ซ้าย


6. การงดอาหารและน้ำดื่ม 4-6 ชั่วโมงก่อนตรวจ


7. ก่อนทำการตรวจควรให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้ยา Sedative เช่น Diazepam 5-10 mg. และยา premedication เช่น Chlopheniramine maleate ฯลฯ


8. ทบทวน/ยืนยันแนวทางการทำหัตถการก่อนการตรวจกับแพทย์ รังสีเทคนิค และ/หรือวิสัญญีก่อนการทำหัตถการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลระหว่างหัตถการ



การให้การดูแลผู้ป่วยขณะรับการตรวจรักษา
พยาบาลที่ช่วยแพทย์ในห้องตรวจทางรังสีหลอดเลือดนั้น มีหน้าที่หลักในการเตรียมอุปกรณ์ และช่วยแพทย์ทำการตรวจรักษาทั้งในระดับ scrub nurse หรือ circulation nurse แล้ว การดูแลผู้ป่วยขณะทำการตรวจรักษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งผู้ป่วยจะปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่มาจากการดูแลผู้ป่วยในห้องตรวจของพยาบาล ดังนั้นบทบาทของพยาบาลในห้องตรวจจึงมีความสำคัญ และผู้ที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความรู้เฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยในห้องตรวจ ดังนี้

1. ตรวจเช็คสัญญาณชีพผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ ทุก 15 นาที ตลอดระยะเวลาของการตรวจ รายงานแพทย์ถึงผลสัญญาณชีพเป็นระยะ แต่ถ้ามีความผิดปกติของสัญญาณชีพต้องรีบแจ้งให้แพทย์ที่รักษาทราบทันที
2. ตรวจเช็คสารน้ำที่ให้ผู้ป่วยขณะตรวจ โดยเฉพาะสารน้ำที่ให้ผู้ป่วยสำหรับหล่อ Introducer kit เพื่อป้องกันมิให้เกิดลิ่มเลือดขณะตรวจ อาจตั้งให้มีความเร็ว 60 drops/min และปรับให้เร็วกว่านี้ในการต่อเพิ่มหรือใส่สายสวนเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับได้
3. ในการตรวจรักษาผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ๆ ต้องระวังและบันทึกปริมาณน้ำที่แพทย์ฉีดเข้าไปและน้ำที่แพทย์ดูดออกอย่างละเอียด เพราะเด็กเล็กมาก ๆ จะเกิดมีภาวะน้ำเกินและขาดน้ำง่ายมาก
4. Record Contrast media ที่ฉีดให้ผู้ป่วยทุกราย กำหนดปริมาณ contrast media สูงสุดที่จะใช้ได้ ถ้าหากพบว่ามีการใช้ Contrast media มากเกินกำหนดหรือเกินกว่า 4 ml/kg. ต้องแจ้งให้แพทย์ที่ทำการตรวจรักษาทราบ
5. ให้ยาอื่นๆ แก่ผู้ป่วยตามแผนการตรวจรักษา
6. บันทึก Nursing documents เพื่อเป็นข้อมูลแก่หอผู้ป่วยได้ทราบอาการของผู้ป่วย การรักษา และยาที่ผู้ป่วยได้รับขณะทำการตรวจรักษา ตลอดจนอาการของผู้ป่วยก่อนส่งกลับ ward เป็นต้น
7. บันทึกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไปอย่างละเอียด ทั้ง ชนิด ขนาด และ lot number เพื่อการตรวจสอบการใช้

การดูแลผู้ป่วยภายหลังการตรวจรักษาทาง Vascular and Interventional Radiology


การดูแลผู้ป่วยภายหลังการตรวจรักษาโดยพยาบาลหน่วยสังเกตอาการและพยาบาลประจำหอผู้ป่วย แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงได้แก่


1. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดภายใน 6 ชั่วโมงแรกดังนี้คือ

1.1 ตรวจวัดชีพจร การหายใจ และความดันเลือด พร้อมทั้งดูบริเวณที่แพทย์ใส่สายสวนทุก 15-20 นาที เพื่อดูว่ามีการตกเลือด (hematoma) บริเวณดังกล่าวหรือไม่ หรือมีอาการแสดงถึงปฏิกิริยาแพ้สารทึบรังสีหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการตกเลือดเกิดขึ้นให้ใช้นิ้วมือกดหลอดเลือดแดงที่อยู่เหนือบริเวณนั้นให้แน่น แล้วรีบตามแพทย์ด่วน โดยทั่วไปการตกเลือดจะหยุดได้โดยการกดหลอดเลือดให้นานพอสมควร ประมาณ 15-20 นาที
1.2 วัดอุณหภูมิทุก 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดสารอุดกั้นหลอดเลือดเพื่อการรักษาอาจมีอุณหภูมิขึ้นสูง 38-40o C เนื่องจากเป็นปฏิกิริยารักษาสมดุลของร่างกาย อาการไข้นี้จะคงอยู่ 3-5 วัน และจะค่อย ๆ หายไปได้เอง ถ้ามีอาการไข้นานกว่านี้ มักจะเกิดมีการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย
1.3 ให้ผู้ป่วยนอนบนเตียง ไม่ใช้แขนหรืองอขาข้างที่แพทย์ใส่สายสวนหลอดเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตกเลือด ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในระยะ 6 ชั่วโมงแรกภายหลังการตรวจรักษา 24 ชั่วโมงไปแล้ว จึงอนุญาตให้ใช้แขนหรือขาได้ตามปกติ
1.4 ในผู้ป่วยบางรายที่มีการหดเกร็งของหลอดเลือด (vasospasm) ภายหลังการถอดสายสวนออกแล้ว ควรวางกระเป๋าน้ำอุ่นให้ตลอดแขนขานั้น ๆ เป็นระยะ ๆ ขณะเดียวกันช่วยบีบนวดกล้ามเนื้อของแขนขาเบา ๆ จนกว่าจะคลำชีพจรส่วนปลายของแขน, ขาได้ และให้ผู้ป่วยช่วยขยับแขน ขาเบา ๆ เป็นระยะ เช่น การกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง กำและแบมือเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลาเป็นระยะ ๆ จะทำให้ลดการหดเกร็งของหลอดเลือดดีขึ้น และหายไปภายใน 1-3 ชั่วโมง แต่ถ้ายังคลำชีพจรไม่ได้ภายใน 1-3 ชั่วโมง และผู้ป่วยมีอาการปวดชาเพิ่มขึ้น ผิวหนังซีด เย็น เริ่มมีสีคล้ำลง แสดงว่ามีลิ่มเลือดเกิดขึ้นร่วมกับการหดเกร็งของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไปสู่อวัยวะส่วนปลายไม่เพียงพอ ต้องรีบรายงานแพทย์ด่วน


2. เมื่อผ่าน 6 ชั่วโมงไปแล้ว อันตรายของการตกเลือดและหดเกร็งของหลอดเลือด บริเวณที่ใส่สายสวนมักไม่ค่อยพบ แต่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเนื่องจากการอุดกั้นหลอดเลือดไว้ เริ่มมีปฏิกิริยาของร่างกายและผลการตายของเนื้อเยื่อ ซึ่งแพทย์จะให้ยาลดไข้ แก้ปวด ควรดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาบรรเทาอาการปวดอย่างเพียงพอ เพื่อระงับอาการเหล่านี้


3.ภายหลังการรักษาด้วยวิธีนี้ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อระงับและป้องกันการติดเชื้อทุกราย พยาบาลควรดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาให้ครบถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเวลา 5-7 วัน


4.ในรายที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำประมาณ 3-5 วัน เพื่อขับไล่สารและยาเคมีบำบัดที่ร่างกายไม่ต้องการออกทางไตโดยเร็ว พยาบาลควรดูแลและให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์ด้วย


5.ภายหลังการตรวจรักษา หากผู้ป่วยไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปรกติ และควรแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายขับสารทึบรังสีที่ฉีดไว้ออกโดยเร็ว


6. ภายหลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว เปิดแผลบริเวณที่แพทย์ใส่สายสวนออกและ dry dressing แผลธรรมดา อย่าให้ถูกน้ำจนกว่าแผลจะหายเป็นปรกติภายในเวลา 5-7 วัน


7.ในผู้ป่วยที่ตรวจรักษาโดยการใส่ Balloon เพื่ออุดรอยรั่วของหลอดเลือดของสมองภายหลังการตรวจรักษาให้ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ ไม่ไอหรือจามเป็นเวลา 3 วัน เพราะการไอและจามอาจทำให้ Balloon เคลื่อนที่ จะทำให้ผู้ป่วยมีอันตรายได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะส่ง sedative drug ให้


การดูแลผู้ป่วยภายหลังการตรวจรักษาทาง Nonvascular Interventional Radiology


1.ตรวจสัญญาณชีพ และสังเกตบริเวณที่แพทย์สอดเข็มหรือใส่ท่อระบายทุก 30 นาที เพื่อดูว่ามีการตกเลือดหรือไม่ โดยเฉพาะ 6 ชั่วโมงแรกหลังการตรวจรักษา
2.หลังการตรวจรักษาผู้ป่วยจะมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งยาแก้ปวดให้ผู้ป่วย พยาบาลควรดูแลและให้ยาแก้ปวดกับผู้ป่วย
3.ในรายที่ใส่ท่อระบายต้องสังเกตลักษณะน้ำระบายที่ออกทางท่อระบายว่ามีเลือดปนหรือไม่ ถ้ามีเลือดสดปนออกมาเรื่อย ๆ ให้รีบรายงานแพทย์ด่วน
4.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาของแพทย์
5.ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ใส่ท่อระบายและท่อระบายทุกวันหรือบริเวณที่แพทย์สอดเข็มจนกว่าแผลจะหาย
6.Record สารคัดหลั่ง (bile /ascites) ที่ออกจากท่อระบายทุกวัน
7.ห้ามนอนตะแคงทับท่อระบาย เพราะอาจทำให้ท่อระบายหักได้
8.เมื่อมีปัญหาท่อระบายเลื่อนหลุดจากตำแหน่งเดิม, ท่อหัก, สารคัดหลั่งไม่ไหล ต้องรีบแจ้งกลับมาที่ห้องตรวจโดยเร็ว เพื่อขยับหรือใส่ท่อระบายใหม่

 

การจัดการเอกสารสำหรับผู้ป่วย (Patient Documents)
เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจ/รักษาเสร็จสิ้น พยาบาลจะต้องตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารต่างๆ ที่จะต้องส่งกลับไปพร้อมผู้ป่วย ทั้ง interventional record, nursing record , คำสั่งในการรักษา, ใบสั่งยา และอื่นๆ ตามแต่ละข้อกำหนดของสถานพยาบาลนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยกลับถึงหอผู้ป่วยพร้อมเอกสารต่างๆ ซึ่งพยาบาลประจำหอผู้ป่วยจะได้รับต่อเพื่อการดูแลภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เอกสารอ้างอิง

1. ชรินทร์ เอื้อวิไลจิต. รังสีวิทยาหลอดเลือด. คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพ, บริษัทโฮลิสติกพับลิชชิ่ง จำกัด, 2542.
2. นรา แววศร. รังสีร่วมรักษา. โครงการตำราศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพ, เรือนแก้วการพิมพ์. 2530.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KENA in IR life

หมายเลขบันทึก: 161922, เขียน: , แก้ไข, 2012-06-22 02:32:46+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 1, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #การดูแลผู้ป่วย

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (1)

needle
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณมากนะครับสำหรับความรู้ที่เขียบมอบไว้ให้เป็นประโยชน์มากๆๆครับ