ผมได้เรียนรู้ "วิถีการปรับตัวต่อโรคเรื้อรัง" ของ อ. หมอ ท่านหนึ่ง ซึ่งอดีตท่านเป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอาจารย์และแพทย์ นับว่าการสนทนาความรู้ทั้งเรื่องวิชาการและเรื่องราวต่างๆของชีวิต มีคุณค่ามากครับ
อ.หมอเป็นโรคไตและต้องมีการล้างไตทุกๆ 4 ชม. ต่อวัน และยังมีอาการโรคพาร์กินสัน ซึ่งกระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การเดิน การขึ้นรถ การยืนแปรงฟัน การนั่งกินข้าว เป็นต้น
วันนี้อาจารย์อีกท่านที่ผมนับถือในการเรียนรู้แบบอย่างของอาจารย์ นักวิชาการ และนักบริหารที่ดีมากครับ อ. ท่านมีบุคลิกภาพใจเย็นและค่อยๆใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหาว่าทำไม อ.หมอ ถึงงอเข่าและมีกล้ามเนื้อข้อเท้าสั่น เป็นเพราะ อ. หมอ ยืดและออกกำลังกายไม่ถูกต้อง หรือเป็นเพราะระดับอิเล็กโตรไลท์ไม่สมดุล หรืออื่นๆ ซึ่งผมสมมติฐานว่าน่าจะมีกล้ามเนื้ออ่อนล้าและต้องมีการรักษาระดับการใช้พลังงานของร่างกายด้วย (เนื่องจากผมศึกษาโรคล้าจากเจ็บป่วยเรื้อรังตอน ป. เอก)
บรรยากาศระหว่างการสนทนา อ. หมอ จะวิเคราะห์อาการของตนเองที่เปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดและมีเหตุผล ที่สำคัญอาจารย์เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างสุขุมและพิจารณาอย่างรอบคอบ อ.หมอพยายามเน้นว่า พระราชบิดาแห่งการแพทย์และสาธารณสุขของไทยทรงมีคุณธรรมสูงในการสอนแพทย์ไม่ให้หวังกำไรจากผู้ป่วย แต่ต้องพิจารณาวิธีการรักษาที่มีคุณภาพที่สุดแก่ผู้ป่วยอย่างมีความรู้
จะเห็นว่าแพทย์และบุคลากรทางสุขภาพทุกคนควรวิเคราะห์ "การวินิจฉัยโรค" ของผู้ป่วยทุกคนด้วยความรอบคอบและมีเหตุผลทางคลินิกอย่างเชี่ยวชาญ (Diagnostic Correction) และนำมาสู่การวางแผนและให้สื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
อ. หมอ ยกตัวอย่างได้น่าสนใจ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเหมือนกันแต่อาจไม่ได้มีพยาธิสภาพที่เหมือนกัน ดังนั้นหากวิเคราะห์การวินิจฉัยจากพยาธิสภาพที่ไม่ชัดเจน แพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด และบุคลากรทางสุขภาพอื่นๆ อาจให้การรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพได้