ผลการศึกษาพบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินมีความเสี่ยงที่จะนอนระยะลึก (deeper stages) ได้ช้าลง และสั้นลง

<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า โลกเรานี้... อะไรที่ "ดี" แต่ "ไม่พอดี" มักจะส่งผลเสียไม่มากก็น้อย วันนี้มีข่าวว่า ถ้าใช้มือถือมากๆ อาจรบกวนการนอนมาฝากครับ</p>

คณะนักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสกา สวีเดน และมหาวิทยาลัยเวย์น สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 35 คน ผู้หญิง 36 คน อายุ 18-45 ปี

...

ผลการศึกษาพบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินมีความเสี่ยงที่จะนอนระยะลึก (deeper stages) ได้ช้าลง และสั้นลง

ปกติการนอนของคนเราจะแบ่งเป็นขั้นๆ คล้ายๆ ขั้นบันไดประมาณ 4 ขั้น โดยเริ่มหลับจากการหลับตื้นๆ ไปสู่การหลับระดับลึก (จาก 1>2>3>4) และเปลี่ยนขั้นจากหลับลึกเป็นหลับตื้น (4>3>2>1) อย่างนี้หลายรอบ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 90 นาที

...

ขั้นที่เรียกว่าหลับตื้นคือ "ขั้นที่ 1-2" ขั้นที่เรียกว่าหลับลึกคือ "ขั้น 3-4" การนอนหลับที่ทำให้ร่างกายพักผ่อน สร้าง และซ่อมแซมส่วนสึกหรอได้ดีมากๆ คือ การหลับลึกในระยะ 3-4

ข่าวร้ายคือ คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือมากๆ บางคน (ไม่ใช่ทุกคน) จะนอนหลับลึกได้ช้าลง และสั้นลง ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้น้อยลง

...

การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกเริ่ม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุน หรือคัดค้านต่อไป

คณะผู้วิจัยกล่าวว่า ผลเสียของโทรศัพท์มือถืออาจมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการได้แก่

  1. ผลจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นวิทยุโดยตรง > วิธีลดความเสี่ยงได้ โดยการใช้โทรศัพท์ให้น้อยลง ใช้เครื่องต่อ "สมอลล์ทอล์ค (small talk) หรือใช้อุปกรณ์ไร้สายที่ช่วยเพิ่มระยะทางระหว่างเครื่องกับหัวให้มากขึ้น
  2. การใช้โทรศัพท์ช่วงกลางคืนมีส่วนกระตุ้นระบบประสาทมากเกิน ทำให้ฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) หรือฮอร์โมนแห่งการพักผ่อนนอนหลับถูกรบกวน > วิธีลดความเสี่ยงที่สำคัญคือ ให้ใช้โทรศัพท์ช่วงกลางคืนให้น้อยลง โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน 1-4 ชั่วโมง

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ข่าวประกาศ                                         

  • ถ้าผู้เขียนลาพักผ่อนได้ > จะขอลาปลีกวิเวกในระหว่างวันที่ 19 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2551.
  • ถ้าผู้เขียนลาพักผ่อนได้ > ช่วงนั้นจะไม่เข้ามาทำบล็อก + ตอบข้อคิดเห็นครับ

ที่มา                                                   

  • Thank BBC > Mobile linked to disturbed sleep > [ Click ] > January 21, 2008.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 22 มกราคม 2551.

</span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span>