บันทึกที่ผมอยากจะเขียนในวันนี้ ก็คงเป็นความคิดเห็น ประกอบกับความรู้สึกที่ได้มีโอกาสรับรู้รับฟังมากมายหลายครั้งที่เดียวในช่วงชีวิตของการทำงานที่ผ่านมา นั่นก็คือคำว่า "การทำงานเชิงรุก" ถ้าถามว่าคำนี้มีความหมายอย่างไร ก็คงยากที่จะอธิบายได้อย่างครอบคลุมและเห็นภาพชัดเจน แต่ถ้าจะถามว่าทำได้ง่ายหรือยาก ตอบได้ทันทีครับว่า ไม่ยากและไม่ง่าย ดูเหมือนจะตอบแบบกวน ๆ ที่ผมคิดอย่างนี้ เพราะความยากหรือง่าย ไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้องานหรือการปฏิบัติ แต่มันอยู่ที่ใจและวิธีคิดครับ เช่น หากท่านกำลังวิ่งแข่งกับเพื่อนของท่านโดยมีจุดหมายที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามในการวิ่งแข่งให้ไปถึงจุดหมายก็ไม่สำคัญว่าท่านจะวิ่งไปในทางใด ท่านอาจจะวิ่งไปตามถนนที่ราบเรียบ หรือท่านอาจจะวิ่งลัดไปตามพงป่า ก็ได้ มันอยู่ที่ว่าใจท่านต้องการที่จะเป็นผู้ชนะหรือไม่ และท่านรู้หรือไม่ว่าศักยภาพของท่านมีแค่ไหน ถ้าท่านมีความสามารถที่จะวิ่งไว้เร็วกว่าคู่แข่งมากท่านก็คงที่จะเลือกวิ่งทางที่สะดวกที่สุด แต่ถ้าท่านไม่มีความสามารถที่จะวิ่งได้เร็วกว่าคู่แข่งบนทางเรียบเดียวกัน ท่านจะเลือกที่จะวิ่งไปทางลัดตามพงป่า ซึ่งอาจจะมีอันตรายหรืออาจจะทำให้ท่านบาดเจ็บได้ การตัดสินใจของท่านนี่แหละครับกำลังจะบ่งบอกวิธีคิดของท่านว่า ท่านจะเป็นผู้ที่ทำงานเชิงรุกได้หรือไม่ หากท่านไม่กลัวความยากลำบากและมองความสำเร็จเป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน ท่านก็คงตัดสินใจได้ว่าท่านจะเลือกทางไหน ขณะเดียวกันหากท่านเป็นคนที่กลัวความลำบาก ขาดความอดทน รักความสบาย และไม่เห็นความจำเป็นและความสำคัญของความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยความเสียสละ ก็คงพอจะเดาได้ว่าท่านจะตัดสินใจวิ่งทางไหน

ถึงตอนนี้พวกเราชาววลัยลักษณ์ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม KM พอจะนึกภาพออกไหมครับว่า ทำไมในการแนวคิดของ KM จึงไม่เน้นหรือมุ่งที่จะพูดถึงปัญหาในการทำงาน แต่จะมุ่งที่การพูดถึงความสำเร็จเป็นตัวตั้ง เพราะการที่คนเราพูดถึงแต่ปัญหา ย่อมรังแต่จะเกิดความท้อแท้ใจ ขาดความเสียสละ มองปัญหาทุกอย่างเป็นอุปสรรค อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้วในบันทึกเรื่อง KM กับมุมองปัญหาเชิงบวก เพราะฉะนั้น คนที่พูดและนึกถึงแต่ปัญหาในการทำงานอยู่เสมอไม่มีทางที่จะทำงานเชิงรุกได้เลย  ส่วนคนที่นึกถึงความสำเร็จ ก็มักจะไม่กลัวปัญหาใด  ๆ ที่จะเกิดเพราะปัญหามีไว้ในแก้เพื่อไปสู่ความสำเร็จอยู่แล้ว ใช่ไหมครับ