เย็นวันนี้อาหารอร่อยถูกปาและถูกใจมากๆ
คือ น้ำปลาหวาน+ สะเดา รสเด็ดจริง
ทีแรกไม่ได้วางโปรแกรมไว้ตายตัวว่าจะคุยกันต่อเรื่องอะไร
แต่พี่ทรงพลและคุณธเนศคุยกันไว้ว่า สบายๆ
ไม่ซีเรียสอะไรและแล้วความสบายๆ นี่แหละทำให้เราได้” อะไร”
มาในช่วงค่ำนี้เอง
บรรยากาศการคุยลื่นไหลไปเรื่อยๆ
จากการสรุปภาพงานที่จะเคลื่อนต่อไปของพี่ทรงพล
คำถามที่ย้อนกลับไปถามคนในวงคือ
“คิดว่าทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรกับตัวเอง”
พี่ทรงพลอธิบายให้ฟังภายหลังว่า การย้ำให้เขาเห็นถึงประโยชน์ของตัวเอง
นำไปสู่ความตระหนักในการทำเพราะจากกระแสช่วงบ่ายที่หลายคนบอกว่า”ภาระงานมาก”
แต่โครงการนี้ไม่ใช่การเปิดโครงการใหม่
ทำอย่างไรถึงจะทำให้เขาเกิดความ”ตระหนัก” ให้ได้ว่า
โครงการนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในงานของเขา
ถ้าช่วยกันจับและหยิบออกมาจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
และนำไปใช้ประโยชน์ได้
…..ทันใดนั้นเอง…
สาวท่านหนึ่งก็เอ่ยออกมาว่า “งานแบบนี้เราก็ทำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรใหม่
(วิทยาลัยฯ ของเธอ)
เป็นตัวอย่างของการเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการรายใหม่
ได้รับงบประมาณจากกรม ล้านกว่าบาท”
มุขนี้ทำให้วงเกิดอาการ”อึ้งกิมกี่” เพราะ คุณธเนศ
คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าทำงานกับราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครู
ต้องเจอประโยคลักษณะนี้
แต่ธเนศก็ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้โต้กลับไปว่า”โครงการ”
มีความต่างกันแน่ๆ หลายคนมองหน้ากัน
แล้วความเงียบก็เข้ามาครอบคลุมบรรยากาศ ไปต่อไม่ถูกประมาณนั้น
แต่…พระเอกก็ขี่ม้าขาวมา คือ
พี่ทรงพลคลี่คลายบรรยากาศโดยพยายามซักลงถึงรายละเอียดของสิ่งที่เธอคนนั้นทำ
แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก
ฉันได้ข้อมูลของเธอคนนั้นว่าเธอเป็นระดับหัวหน้างาน จบปริญญาโท
และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารได้ไปอบรม KM มาหลายครั้ง
“ความมั่น” จึงมีมาก
โครงการที่เธอบอกว่าได้รับเงินนั้นก็เป็นงบประมาณด้านสิ่งก่อสร้าง
ไม่มีการพัฒนา”คน” ไม่ได้พูดถึงการพัฒนาความคิด
ซึ่งพวกเรา AAR
กันหลังเวทีคืนนั้น เพราะคุณธเนศติดใจประโยคนี้มาก
และบอกว่าถ้าเป็นตัวเองเมื่อก่อนก็จะสวนกลับและเวทีก็จะลุกเป็นไฟ
น้องอาร์ทบอกว่าพี่ทรงพล”เก๋าเกมส์” มากเพราะการสวนกลับนิ่มนวล
และคนฟังไม่รู้สึกเลยว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเปรียบเหมือนสภาพน้ำล้นแก้ว
ความต่างของการทำงานตามโครงการของราชการ กับ การทำงานอิสระ นั้น
ถ้าคนที่อยู่ในระบบแบบไม่เคยสัมผัสกับระบบอิสระจะไม่รู้เลยว่า”งานราชการนั้น”
ไม่มีชีวิต ต้องมีคนสั่งการ และโยงใยอยู่เบื้องหลัง
“คนทำ” ซึ่งเป็น”คุณกิจ”
ไม่ได้รับการยกระดับความคิดขึ้นมาเพื่อมองเห็นสิ่งที่ตัวเองทำเลยว่า ”
นี่คือความรู้” และถ้าทำไปตามสั่ง ทำให้เสร็จ
ก็ยิ่งจะไม่ได้เรียนรู้ไปใหญ่ เลย
ปัญหาหลักปัญหาใหญ่ของ”คนไทย” (ทีแรกฉันจะใช้คำว่าระบบราชการ
แต่เมื่อได้ทำเวทีกับเด็กๆ ฉันเลยต้องเปลี่ยนเป็น”คนไทย”
เพราะคนส่วนใหญ่ของสังคมเป็นแบบนี้
ในบ้านใครใหญ่และมีอำนาจก็จะฟังคนนั้น แต่ไม่มีการรับฟังคนที่อ่อนกว่า
สังคมอำนาจ เป็นรากฐานของสังคมไทย “การจัดการความรู้”
ในรูปแบบที่จะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนได้
จึงต้องอาศัยความอดทนมากพอสมควร
และข้อสรุปหนึ่งที่ต้องเร่งรีบให้เกิดขึ้นในคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้คือ”การฟังอย่างลึกซึ้ง”
นั่นเอง