สัญญาประชาคม หรือ ดู กองทรัค โซสิอาล หรือหลักแห่งสิทธิทางการเมือง ว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย คือ ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ โดยพลเมืองแห่งเจนีวา -ฌอง ฌากส์ รูสโซ

หนังสือที่เหมาะกับกาละขณะนี้เล่มหนึ่ง ซึ่งทับหนังสือเสนอออกมาก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งล่าไม่นาน เป็นหนังสือที่โลกรู้จัก นักเรียนนักศึกษารู้จัก ไม่ว่าจะนักเรียนประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือแม้แต่การศึกษา

เพราะ "สัญญาประชาคม" หรือ "ดู กองทรัค โซสิอาล" หรือหลักแห่งสิทธิทางการเมือง ว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยคือ ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ โดยพลเมืองแห่งเจนีวา "ฌอง ฌากส์ รูสโซ" เล่มนี้

ทั้งถูกพูดถึงและถูกนำมาอ้างอิง ติดต่อกันยาวนานกว่า ๒๕๐ ปี

ประเทศซึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๗๕ ปี จะมากจะน้อยนักเรียนการเมืองรุ่นแรกๆ ย่อมได้รับผลสะท้อนจากความคิดของรูสโซ เป็นแนวทางหนึ่งซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมาก อย่างน้อยก็กระตุ้นความคิดอ่านเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ขึ้นมา

จนวันนี้ ยังสงสัยได้ว่า มีคนแวดวงการเมืองไทยได้อ่านกันสักกี่คน

ยิ่งบรรดาทาก เพลี้ย มด มอด แมลงการเมือง ที่คอยกัดแทะบ่อนเบียนประชาธิปไตย ยิ่งไม่ต้องถามถึง

หนังสือพิมพ์อย่างดีปกกระดาษแข็งสีสวย เย็บสัน หนา ๓๐๐ หน้า เล่มนี้ นอกจากลำดับชีวิตและงานของฌอง ฌากส์ รูสโซ กับคำนำผู้ประพันธ์แล้ว แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๔ ตอน ๔๘ บท ประกอบด้วยตัวอย่างเช่น

ตอนที่ ๑ สังคมเริ่มแรก, สิทธิของผู้แข็งแรงที่สุด, ความเป็นทาส, จำเป็นต้องหวนกลับสู่ข้อตกลงครั้งแรกเสมอ, ข้อตกลงทางสังคม, รัฏฐาธิปัตย์, ภาวะที่เป็นสังคม, กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ตอนที่ ๒ อำนาจอธิปไตยมิอาจถ่ายโอนกันได้, อำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่แบ่งแยกมิได้, เจตจำนงร่วมผิดพลาดได้หรือไม่, สิทธิในชีวิตและความตาย, กฎหมาย, ผู้บัญญัติกฎหมาย, ประชาชน ฯลฯ

ตอนที่ ๓ ว่าด้วยรัฐบาลโดยทั่วไป, หลักการต่างๆ ที่ใช้ในการก่อตั้งรัฐบาล, รูปแบบของรัฐบาล, ประชาธิปไตย, อภิชนาธิปไตย, ราชาธิปไตย, รัฐบาลแบบผสม, ใช่ว่ารัฐบาลทุกรูปแบบจะเหมาะสมกับทุกประเทศ ฯลฯ

ตอนที่ ๔ เจตจำนงร่วมเป็นสิ่งที่ทำลายไม่ได้, การออกเสียง, การเลือกตั้ง, สมัชชาประชาชนโรมัน, ศาล, ผู้เผด็จการ, ผู้เซนเซอร์, ศาสนาพลเมือง ก่อนจะสรุป และมีเชิงอรรถของผู้เขียนกับเชิงอรรถของผู้แปลคือ "วิภาดา กิตติโกวิท"

เพียงไล่เรียงแต่ละตอนแต่ละบทตามที่กำกับมา คนชอบเรียนย่อมเห็นแล้วว่า น่าสนใจศึกษาน่าใคร่ครวญขนาดไหน น่าคิดว่าหากชาวสยามได้อ่านได้คิดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ในขณะที่สภาพสังคมก็ใกล้เคียงกัน เพียงแต่สำนักคิดและพื้นฐานของการถือศาสนาแตกต่างกันไปนั้น จะเกิดปฏิกิริยาแบบใด

เพราะแม้แต่ยุคอวกาศซึ่งประชาธิปไตยรู้จักนิยมกันกว้างขวางนี้ คนที่ต้องศึกษาวิธีคิดอ่านบริหารสังคม เช่นนักการเมืองในเมืองไทย ยังล้าหลังชาวบ้านประชาชนคนทำกินไม่รู้ไกลเท่าไหร่ อย่าว่าแต่จะห่างรูสโซมาแล้ว ๒๕๐ กว่าปีเลย

มีเวลาวันหยุดช่วงปีใหม่ที่จะถึง หากจะช่วยกันทำบุญเป็นคุณกับบ้านเมืองสักหน่อย ก็ช่วยกันหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันบ้างเถิด

** ลำแข. คอลัมน์ งานเป็นเงา "สัญญาประชาคม". หนังสือพิมพ์มติชน, วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10883, หน้า 25.